• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

กุมารแพทย์ถ่ายเลือดทางสายสะดือทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือด

หลังคลอด 5 วัน น.พ.สันติ สุทธิพินทะวงศ์ (กุมารแพทย์) บอกว่าลูกตัวเหลืองมาก ส่องไฟไม่ลด ต้องถ่ายเลือดทางสายสะดือ เมื่อถ่ายเลือดเสร็จแล้ว ลูกอยู่ตู้อบตลอด เอาแต่ร้อง ไม่เคยมีรอยยิ้มให้พ่อกับแม่ได้ชื่นใจเลย แม่คนอื่นเขาได้อาบน้ำได้ป้อนนม มีญาติไปเยี่ยม หยอกล้อกัน หน้าเหมือนคนโน้น จมูกเหมือนคนนั้น ปากเหมือนคนนี้ อย่างมีความสุข แต่ครอบครัวข้าพเจ้าไม่มีเลย มีแต่ความทุกข์ แม่สงสารลูกเหลือเกิน

เขาเอาผ้าห่อตัวลูกไว้...โผล่แต่แขนข้างขวา ข้าพเจ้าขอแกะห่อผ้าดู ว่ามดกัดลูก แขนขาลูกช้ำหรือเปล่าสงสัยว่าลูกต้องเจ็บที่ไหนสักแห่ง แต่พยาบาลไม่ยอมให้แกะ นึกถึงตอนนั้นทีไร ข้าพเจ้าเจ็บใจตัวเองทุกครั้งหากแม้นตอนนั้นแม่ดื้อ แล้วแกะดูป่านนี้ลูกก็คงไม่พิการ แม่ผิดเอง แม่ขอโทษ

ข้าพเจ้าอยู่โรงพยาบาลนานกว่าคนอื่น ครบ 10 วันสามีไปเช็คค่าใช้จ่ายดูถ้าจำไม่ผิด 39,600 บาท จึงถามหมอเพื่อขอเหตุผลว่าทำไมถึงให้อยู่นาน ค่าใช้จ่ายสูงมากเราคงลำบาก เรากลับบ้านได้หรือยัง หมอไม่บอกเหตุผลที่เราถาม บอกแค่ว่ากลับได้แล้วลูกไม่เป็นไรแล้ว เดี๋ยวกลับมาตรวจตามนัดก็แล้วกัน ค่าทำคลอดครั้งนั้นเราไม่เคยต่อเลยแม้แต่บาทเดียว หารู้ไม่......จ่ายบนความผิดพลาดของเขาแทบทั้งสิ้น

8 เมษายน 2534 พาลูกกลับบ้าน เมื่อหมอสันติเข็นกระบะนำลูกมาให้ พร้อมแจ้งว่า แขนขาข้างซ้ายลูกคุณอ่อนแรงนะ พร้อมกับจับแขนขาลูกยกขึ้น แล้วปล่อยใ

ห้ตกลง เราสองคนตกใจ ถามว่าทำไมสิบวันในโรงพยาบาลคุณหมอไม่บอกเรา ทำไมเพิ่งมาบอกเอาตอนนี้ เราไม่กลับดีกว่า เกิดลูกเป็นอะไรไปเรา จะทำอย่างไร เราสองคนเริ่มแสดงความไม่พอใจ

หมอยืนยันว่าไม่เป็นไร เป็นปกติของเด็กที่คลอดยาก ทำกายภาพบำบัดไม่กี่วันก็หาย วันนี้กลับบ้านไปก่อน พร้อมกับนัดให้พาลูกมาตรวจ อีก 4 วันข้างหน้า เราสองคนเชื่อหมออย่างสนิทใจ ด้วยความดีใจ จะได้กลับบ้าน จะได้กอด ได้อุ้ม ได้หอมลูกเสียที จึงไม่เอะใจอะไรเลย

ข้าพเจ้าใช้ให้สามีไปซื้อเสื้อผ้าเด็กมาใส่ให้ลูก เด็กผู้ชายต้องใส่สีฟ้า กำชับให้ซื้อถุงมือถุงเท้าสีที่เข้าชุดกันและต้องนุ่ม ๆ ด้วยไม่ดีไม่เอา สามีอยากอุ้มลูกมากแต่ข้าพ

เจ้าขออุ้มก่อน เขาเลยได้แต่หอบข้าวของเดินตามรถเข็น

มองดูลูกแล้วก็ยิ้มตลอด ดูสีหน้าสามีแล้วเขามีความสุขมากที่ได้เป็นพ่อของลูก

เราสองคนไม่รู้เลยว่าการพาลูกกลับบ้านครั้งนั้น มันทำให้ลูกต้องพบกับความเจ็บปวดไปตลอดชีวิดของเขา

ตลอด 4 วันที่บ้าน ลูกร้อง..อย่างโหยหวนทั้งวันทั้งคืน ต้องอุ้มลูกตลอดเวลา นอนบนเบาะไม่ได้ วางก็ร้องลั่นเหมือนเจ็บปวดอะไรสักอย่าง สามีข้าพเจ้าต้องนอนเอนบนโซฟา เอาลูกนอนบนหน้าอก ลูกพลิกหัวไม่ได้ เพราะติดก้อนเลือดที่ท้ายทอย แตะที่แขน-ขาข้างซ้ายก็จะร้องจนหน้าเขียว จนเราทำอะไรไม่ถูก อดนอนจนตาลึกโบ๋ทั้งคู่ ขาลูกก็บวมขึ้นเรื่อย ๆ จึงโทรไปบอกคุณหมอว่าจะนำลูกกลับไปให้ดู แต่หมอบอกว่าไม่ต้องไป เป็นธรรมดาเด็กร้องโคลิค (ร้องปวดท้อง) ค่อยมาตามนัด

ก็แล้วกัน ข้าพเจ้ากับสามีก็เชื่อหมออีก

ขาบวม

4 วันต่อมา (12 เมษายน 2534) เมื่อนำลูกกลับไปตรวจตามนัด ข้าพเจ้าบอกหมอ ว่า ขาลูกบวมเหมือนขาวัวแช่แข็ง แตะไม่ได้เลย หมอนำลูกขึ้นยืนทดสอบบนโต๊ะ ลูกหดขาข้างซ้าย ไม่ยอมแตะพื้น หมอพยายามงัดขาลง ก็ร้องจนหน้าเขียวอย่างเจ็บปวดเสียงดังลั่น หมอสั่งให้นำไปทำกายภาพบำบัด นำสื่อไฟฟ้าแตะที่แขนจะร้องดังลั่น แตะที่ขาซ้าย ลูกจะร้องจนหน้าเขียว จนเงียบเสียง ข้าพเจ้าตกใจกลัวลูกขาดใจตาย จึงขอให้หยุด

เมื่อกลับลงไปพบหมอสันติ แ้จ้งอาการลูกพร้อมถามว่าจะทำอย่างไรต่อ หมอสันติแนะนำให้พาลูกไปทำกายภาพบำบัดต่อที่โรงพยาบาลธนบุรีเพราะใกล้บ้านกว่า เจ้าหน้าที่กายภาพก็ทำงาน 2 ที่ พร้อมนัดให้เรานำลูกมาพบอีกครั้ง

ลูกพิการแล้ว แต่หมอไม่บอก

วันรุ่งขึ้น (13 เมษายน 2534) ข้าพเจ้ารีบพาลูกไป ร.พ.ธนบุรี คุณหมอได้ซักประวัติและทำการตรวจร่างกาย พร้อมบันทึกว่า คลอดลำบาก เด็กน้ำหนักตัวมาก หลังใช้เครื่องดูดไม่ออก ได้ทำผ่าตัดทำคลอด หลังผ่าตัด แขนขาซ้าย ไม่ค่อยขยับ มีรอยคล้ายเครื่องดูดที่บริเวณท้ายทอย จากนั้นได้ทำกายภาพบำบัด แขนซ้ายดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขาซ้ายกลับบวมแดงขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างนั้น..ทางร.พ.ธนบุรีเอกซ์เรย์ แล้วบอกข้าพเจ้าว่า พบแอ่งหนองที่ข้อสะโพกต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อผ่าเอาหนองออก ไม่ได้อธิบายผลดี-ผลเสียว่า ถ้าไม่ทำตามที่หมอบอก จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อข้าพเจ้าขอพาลูกไปเจาะหนองออกที่ รพ.ของญาติเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เขาก็ให้เอาลูกออกไป โดยไม่ทัดทานอะไรเลย

ภายหลังเมื่อเกิดเรื่องกันขึ้น มีคุณหมอท่านอื่นอ่านผลเอกซ์เร

ย์ของร.พ.ธนบุรีให้ฟัง ข้าพเจ้าถึงได้รู้ว่า หมอที่ร.พ.ธนบุรีไม่บอกความจริง ทั้งหมด ในรายงานผลเอกซ์เรย์ ความเป็นจริงแล้วผลเอกซ์เรย์บอกว่า พบแอ่งหนองที่ข้อสะโพกและข้อสะโพกถูกทำลาย ถูกทำลาย แปลว่า ขาลูกพิการ ไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้น

ข้าพเจ้าเสียใจว่าหากทางร.พ.ธนบุรีบอกความจริงว่า ข้อสะโพกถูกทำลายไปแล้ว ตั้งแต่ตอนนั้น เราคงจะรีบพาลูกกลับไป ร.พ.พญาไท 1 เพื่อขอให้เขารับผิดชอบได้ทันท่วงที เราคงไม่ต้องต่อสู้ให้เป็นเรื่องเป็นราวกันมากมายขนาดนี้เหตุการณ์ทั้งหมด ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า เขาช่วยกันปกปิดหรือไม่?

ตำราแพทย์ สอนไว้ว่า

ในผู้ป่วยเด็ก หากพบอาการหุบขา ไม่ยอมกางขา ไม่ขยับขา พ่วงกับอาการงอแง ไม่ค่อยรับการป้อนนม ให้ผู้ตรวจเฝ้าระวังว่าจะมีการติดเชื้อในข้อสะโพก โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็ก ที่มีประวัติการใส่ท่อทางสายสะดือมาก่อน

เด็กคนนี้มีประวัติถูกใส่ท่อทางสายสะดือ มีไข้สูง สะดือแฉะเ

ป็นหนอง ร้องกวน น้ำหนักลดทุกวัน มีผลเม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติอย่างมาก แถมมีอาการขาบวม-หุบขาไม่ยอมกาง เป็นอาการของการติดเชื้อที่ข้อสะโพกที่ชัดเจนมาก

โรคนี้ทางการแพทย์ถือว่าเป็นโรคร้ายแรง เด็กอาจตาย หรือพิการได้ เพราะฉะนั้นหมอทุกคน นักศึกษาแพทย์ทุกคน ต้องเฝ้าระมัดระวัง ต้องวินิจฉัยได้ ต้องรักษาได้ แต่แพทยสภาปล่อยให้หมอคนนี้ลอยนวลโดยไม่มีความผิดได้อย่างไร

ฟังจากที่แม่เล่าว่าเด็กร้องโหยหวน เป็นเพราะเขาทุกข์ทรมานมาก หากอยากรู้ว่าเด็กคนนี้เจ็บปวดทรมานมากแค่ไหน ให้เปรียบกับคนเจ็บท้องคลอดแล้วเอาสิบคูณเข้าไป ในผู้ใหญ่บางทีให้มอร์ฟีน ก็เอาไม่อยู่ เด็กคนนี้ไม่ขาดใจตายก็บุญแล้ว นี่หมอยังสั่งให้ไปทำกายภาพบำบัดอีก เท่ากับเป็นการไปกระตุ้น ให้เด็กได้รับความทุกข์ทรมานมากขึ้นไปอีก ถือว่าเป็นการทารุณกรรมเด็กคิดว่าหมออาจจะรู้แล้วว่าเด็กเป็นอะไร ถึงได้แนะนำแม่เด็กให้พาไปทำกายภาพบำบัดต่อที่โรงพยาบาลอื่น เพื่อปัดความรับผิดชอบ

เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าคนเราผิดพลาดกันได้


ความเห็นแพทย์ซึ่งเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญต่อการถ่ายเลือด

อาการตัวเหลืองที่มากผิดปกติ เกิดจากสาเหตุ 2 ประการคือ

1.เกิดจากก้อนเลือดช้ำที่หัว ละลายกลายเป็นสารคล้ายน้ำดี ตำราแพทย์บอกว่าก้อนเลือดดังกล่าวจะละลายภายใน 3-4 วัน

2. เกิดจากการได้รับยาเร่งคลอด

หลังแยงสายสะดือ..ถ่ายเลือดเด็กติดเชื้ออย่างรุนแรง มีไข้สูงพยาบาลบันทึกว่าต้องเช็ดตัวลดไข้ทุกวันสะดือแฉะ....ร้องกวนแขนขาซ้ายขยับได้น้อยน้ำหนักลดลงทุกวันอย่างต่อเนื่อง เจาะเลือดตรวจพบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่มจาก 11,400 ตัวเป็น 20,200 ตัวต่อคิวบิกมิลลิลิตร พนักงานเจาะเลือดตรวจซ้ำโดยหมอไม่ต้องสั่ง พบว่า มีเม็ดเลือด 20,200 ตัวจริง ๆ จึงรายงานผลและเขียนหมายเหตุไว้ว่า Rแปลว่า ตรวจซ้ำแล้ว ส่วนพยาบาล พอเห็นผลเลือดก็รีบรายงานหมอ พร้อมทั้งเขียนบันทึกไว้ว่า รายงานผลเลือดแก่หมอแล้ว

ด้วยความประมาทเลินเล่อ ขาดความเอาใจใส่ดูแลคนไข้ด้วยความระมัดระวังรอบคอบ ตามวิสัยแพทย์ที่ควรต้องมี ความผิดปกติขนาดนี้ แม้แต่พนักงานเจาะเลือด หรือพยาบาลที่ไม่ใช่หมอ ยังรับรู้ถึงความผิดปกติ ถึงได้ตรวจซ้ำและรีบรายงานหมอ แต่หมอไม่ทำอะไร กลับปล่อยให้มารดา นำเด็กที่มีไข้และติดเชื้อรุนแรง แถมมีอาการแขนขาอ่อนแรง กลับบ้านไป ที่ถูกต้องแล้วหมอต้องห้ามนำเด็กกลับบ้าน ต้องรีบให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อทางเส้นเลือดโดยด่วนทันที ในทางการแพทย์ถือว่าเป็น ทุรเวชปฏิบัติ

ภายหลังเมื่อเป็นข่าวขึ้น น.พ.สุรพงษ์ อำพันวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล แถลงข่าวโต้ตอบว่า ความผิดปกติของเด็กคนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างอยู่ร.พ.พญาไท 1 เพราะ หมอเพาะเชื้อแล้วไม่พบเชื้อใด ๆ จึงให้กลับบ้านได้ ณ วันนั้นสามีเชื่อเขาแต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อ มารู้ภายหลังว่าโรงพยาบาล โกหก

เพราะการเพาะเชื้อนั้นเหมือนเพาะถั่วงอก 3 วันถึงจะรู้ผล แต่คุณหมอสันติเพาะเชื้อวันนั้น แล้วให้กลับบ้านวันนั้นเลยทั้งที่ยังไม่ทราบผลเพาะเชื้อ

( การโกหกนี้ ครอบครัวข้าพเจ้ารับไม่ได้! )

No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ