• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

ชีวิตโรบินฮู้ดของป๊าในอเมริกา

สามีหวังไปพึ่งใบบุญญาติ ที่ทำธุรกิจอยู่ในแอลเอ ระหว่างนั้นที่แอลเอขาดแคลนครูสอนคณิตศาสตร์กับฟิสิกส์ เขาไปสมัครสอบได้คะแนนดีผ่านเกณฑ์ เราต่างมีความหวังกันมากเพราะหากเขาได้ใบอนุญาตทำงาน เราจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเร็วขึ้น แต่หลังเหตุการณ์ณ์ 11 กันยายน คนอเมริกาตกงานมาก เขาจึงเลือกคนของเขาก่อน ก็เลยเหมือนบุญมีแต่กรรมบัง

เมื่อวีซ่าหมดอายุก็ไปต่ออีก 1 เดือน ญาติไม่ต้องการให้สามีข้าพเจ้าทำงานใช้แรงงาน ต้องการให้หางานที่ถูกกฎหมาย แต่ทำอย่างไรก็หาไม่ได้ ญาติบอกให้กลับ ไม่เช่นนั้นเขาเดือดร้อนเพราะเป็นคนประกันวีซ่าให้ สามีบอกว่ากลับไม่ได้หลังชนฝาแล้ว เลยหนีออกจากบ้านญาติ ไปทำงานเป็นผู้ช่วยในครัวร้านอาหารไทย ขับรถส่งทูโก ทำความสะอาดปล่องไฟ เป็นช่างซ่อมรถ ช่างพ่นสีรถ ระหกระเหินไปรัฐโน้นรัฐนี้เปลี่ยนร้านไปเรื่อย ได้เงินบ้างไม่ได้บ้าง เพราะเขาไม่เคยทำงานใช้แรงงานมาก่อน

ขณะเดียวกัน ก็ถูกญาติพาเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตามจับ เขากลัวว่าหากเจ้าหน้าที่จับได้เขาจะต้องเสียเงินนับหมื่นเหรียญ ทำให้สามีต้องหนีตกระกำลำบากมากกว่าเดิมเข้าไปอีก เขาเจียดเงินซื้อรถในราคา 300 เหรียญเพื่อให้สะดวกในการหางานทำ บางครั้งไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ก็ต้องอาศัยนอนในรถยนต์ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ เขาเที่ยวไปเก็บกระป๋องโค้กตามถังขยะ ทุบให้แบนเก็บไว้ในรถเมื่อได้มากพอก็เอาไปขายซื้ออาหารกินประทังชีวิต เสื้อผ้าก็ซื้อของมือสองใส่ ข้าพเจ้ารู้เรื่องก็เวทนาเขายิ่งนัก ไม่คิดว่าจะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดขนาดนี้

เซ้นต์ดูเศร้าสร้อย ซึม เงียบไม่ค่อยพูด ไม่สดชื่น เขียนถึงป๊าบ่อย ๆ แต่ก็ไม่ส่งไป บอกว่าไม่อยากให้ป๊าเป็นห่วง เวลาสามีข้าพเจ้าโทรกลับบ้าน ก็จะมีหลิงหลิงคอยปลอบโยนให้กำลังใจป๊าเสมอ ๆ ว่า ให้ป๊าอดทนเพื่อลูก เดี๋ยวเราก็จะได้เจอกันแล้ว หนูจะเป็นเด็กดี ป๊าไม่ต้องห่วง ขอให้ป๊าตั้งใจทำงาน เก็บเงินไว้เยอะ ๆ นะ

ดิ่งลงเหว

เมื่อรู้ว่าสามีลำบาก บางครั้งส่งเงินทีละ 50-60 เหรียญ ข้าพเจ้ากับลูกต้องอยู่กันอย่างประหยัดที่สุด กลางวันไฟในบ้านจะไม่เปิด กลางคืนก็จะเปิดไฟดวงเดียว ต่อให้ร้อนอบอ้าวแค่ไหนเราก็ไม่เปิดแอร์เด็ดขาด เมื่อถูกตัดไฟข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกอะไรเพราะชินเสียแล้ว นั่งพัดวีให้ลูกได้ทั้งคืน อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด กับข้าวจะเน้นจานเดียวแต่ครบ 5 หมู่ ห้ามกินทิ้งกินขว้าง ซื้อข้าวสารทีละ 1 ก.ก. ให้ลูกได้กินก่อน มันเป็นความทรงจำที่ยากจะลืม

คนที่เคยจนไม่มีจะกินเท่านั้น จะสามารถจินตนาการภาพความยากลำบากของครอบครัวข้าพเจ้าได้ ใครเจ็บป่วยก็ยุ่งทันที ข้าพเจ้าเวลาเป็นไข้ไม่เคยไปหาหมอ ปิดเทอมลูก ๆ อยากไปเชียงรายเยี่ยมคุณตาคุณยายก็ไปไม่ได้ ไม่มีเงินค่ารถ ลูกถูกทวงค่าเทอมหน้าชั้นเรียนบ่อย ร้องไห้กลับบ้านอายเพื่อน ข้าพเจ้าก็ไปขอผ่อนผันเดือนละเล็กละน้อย ไม่อยากย้ายโรงเรียนลูกเพราะขยับอะไรแต่ละทีต้องมีค่าใช้จ่าย และยังมีความหวังว่าสามีจะหาเงินได้มากขึ้น

เพื่อนบ้านเห็นว่าข้าพเจ้าผอมมาก รู้ว่าลำบากก็แบ่งอาหารให้กินบ่อย ๆ ชีวิตดูไม่มีหวังแย่ลงไปอีก สภาพจิตใจข้าพเจ้าย่ำแย่ ชีวิตไม่เคยมีคำว่าบันเทิง ท่องเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลงไม่เคยมี ความสุขส่วนตัวเป็นอย่างไร ไม่เคยรู้จักมานานแล้ว ข้าพเจ้าไม่อยากให้ลูกขาด อยากเห็นลูกมีความสุขบ้าง บางครั้งพาลูกเดินไปห้างโรบินสันใกล้บ้าน พาเข้าร้านหนังสือ 3 คนแม่ลูกอ่านอย่างเดียวไม่มีโอกาสได้ซื้อ ขอบคุณพนักงานร้านซีเอ็ดบุ๊คเซนเตอร์ที่ไม่ไล่เรา ไม่เคยคิดเลยว่าวันนี้ข้าพเจ้าจะเป็นคนเขียนหนังสือให้คนเขาได้อ่าน

หลายครั้งข้าพเจ้าเห็นลูกไปยืนดูคนอื่นเขากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แม้ลูกไม่บอกว่าอยากกิน แต่ก็แอบเห็นลูกกลืนน้ำลาย ข้าพเจ้ารู้สึกเจ็บปวดใจที่ให้ลูกกินอย่างคนอื่นเขาไม่ได้ จึงรีบพาลูกกลับบ้าน หลายครั้งที่ทนไม่ได้ จูงมือลูกจะพาไปลิ้มรสชาติอาหารที่น่ากินนั้นบ้าง สองคนจะรีบบอกว่า ไม่เอาหรอกแม่..มันแพงมากนะ...แม้จะยืนยันว่าแม่พอมีตังค์ เขาสองคนก็ยืนยันว่าไม่เอา สงสารป๊า รอป๊ากลับมาเราค่อยกินพร้อมหน้าพร้อมตา ขอบคุณความจนที่ช่วยสอนลูก ให้เป็นคนอดทนต่อความอยากได้ใคร่มีเหมือนคนอื่น

การกลายเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอก จึงทำให้ไม่มีคืนไหน..ที่ข้าพเจ้าจะหลับลงได้โดยปราศจากความวิตกกังวล จะทำอย่างไรดี อนาคตของตัวเองไม่ห่วง แต่ห่วงอนาคตของลูก มันจะแย่ไปมากกว่านี้หรือไม่

No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ