• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

ป๊าจำใจจากไปอเมริกาเพื่อหาเงินรักษาลูก

แล้ววันนั้นก็มาถึง 19 ตุลาคม 2544 สี่คนพ่อ-แม่-ลูก นั่งรถไปสนามบิน เงียบไม่มีการพูดคุย เป็นช่วงเวลาที่เราทุกคนทุกข์ทรมานใจอย่างที่สุด ใจหายกับการจากพราก เซ้นต์เงียบจนน่ากลัว หลิงหลิงอยู่อนุบาล 3 แม้จะไม่รู้เรื่องมากนักแต่หนูก็รู้ว่า อะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับครอบครัว ต่อไปนี้จะไม่มีแล้วนะ ป๊าคะ...ป๊าขา ไม่มีป๊าคอยอาบน้ำ..คอยป้อนข้าว แต่งตัวให้หนูอีกแล้วนะ เฮียเซ้นต์ต้องดูแลตัวเอง ต้องโตแล้วนะลูก คอยดูแลน้องกับแม่แทนป๊านะ สารพัดที่เขาจะสั่งลูกก่อนจากไป

ป๊าคือฮีโร่ของลูก..มีป๊าอยู่ด้วยลูกอบอุ่นเสมอ

ทันที..ที่ป๊าเดินเข้าไปในห้องเตรียมขึ้นเครื่องบิน เซ้นต์กับหลิงหลิงวิ่งตามดูตรงช่องกระจกช่องแล้วช่องเล่า จนสุดสายตา ร้องไห้พลางเรียก......ป๊าครับ...ป๊าขา......จนป๊าลับตาไป ข้าพเจ้าน้ำตาไหล..เจ็บปวดจนบอกไม่ถูก เห็นสามีละล้าละลัง เดิน ๆ หยุด ๆ ดูลูก ข้าพเจ้ารู้ว่าเขารู้สึก อย่างไร....ลูกรู้สึกอย่างไร หัวใจลูกสลาย สองคนร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด ตั้งแต่เกิดมาป๊าไม่เคยจากไปไหน ข้าพเจ้ารีบพาลูกวิ่งไปชั้นบน ดูเครื่องบินออก ป๊าไปแล้ว เราสามคนแม่ลูกนั่งกอดกันร้องไห้อยู่ที่สนามบินอยู่นาน... ตั้งหลักไม่ถูก เดินไปเดินมา นึกว่าต้องเข้มแข็งแล้วนะ จากนี้ไปอะไรเกิดขึ้นต้องคิดคนเดียว ตัดสินใจทำคนเดียวแล้วนะ ต้องแบกรับภาระทั้งหมดไว้คนเดียวแล้วนะ จะอ่อนแออีกไม่ได้

ข้าพเจ้าพาลูกกลับบ้านด้วยความรู้สึกขาดหลักชัยในชีวิต บ้านเงียบเหงาวังเวง เจ็บปวดใจลึก ๆ ทำไมเราต้องมาเจอสภาพเช่นนี้ เซ้นต์กับหลิงหลิง เข้มแข็งกว่าแม่ สองคนทำตามที่ป๊าสั่ง ช่วยแม่ทำงานบ้าน ข้าพเจ้าพยายามทำโน่นทำนี่ ไม่ให้คิดมาก พอถึงเวลานอน ปูผ้าเสร็จ เซ้นต์กับหลิงหลิงหยิบหมอนกับผ้าห่มของป๊ามาวาง ตรงที่ป๊า เคยนอน แล้วก็แย่งกันกอดหมอนกับผ้าห่มของป๊า

ป๊าครับ..เซ้นต์คิดถึงป๊า เซ้นต์ไม่อยากไปโรงเรียนถูกเพื่อนแกล้ง
แม่รู้..ยามมีป๊าอยู่ด้วยลูกรู้สึกปลอดภัยเสมอ

3 เดือนนับจากนั้น ข้าพเจ้าเห็นลูกนอนร้องไห้ทุกคืน ข้าพเจ้าเองปลอบใจลูกว่า ลูกต้องเข้มแข็ง ต้องช่วยกันนับเวลา ขีดปฏิทิน สวดมนต์ให้ป๊าได้งานดี ๆ ทำ จะได้พาพวกเราไปอยู่ด้วย หนูสองคนต้องฝึกอ่านภาษาอังกฤษให้เก่ง ๆ นะเวลาไปเรียนที่โน่นจะได้ไม่ต้องลดชั้นเรียน ปลอบไปเรื่อยทั้งที่ใจรู้ว่าความหวังนั้นริบหรี่ แต่ข้าพเจ้าไม่เคยเลิกหวัง เพราะดีกว่าไม่หวังอะไรเลย

ตั้งตารอ

3 ปีที่ป๊าจากไป...ก่อนนอนเรา 3 คนแม่ลูกจะคุยกันทุกคืน ป่านนี้ป๊าจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ จะคิดถึงเรามั้ยนะ จะลำบากหรือเปล่า ไม่โทรกลับบ้านเลย เขาเล่าให้ฟังว่าไปใหม่ ๆ ไม่มีรายได้ รถก็ไม่มีขับ อยู่อเมริกาไม่มีรถจะลำบากมาก บางทีต้องเดินไปไกล 1-2 กม. เพื่อหาซื้อบัตรโทรศัพท์โทรหาลูก ข้าพเจ้าต้องพยายามเข้มแข็ง ทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อทั้งแม่ ไม่ให้ลูกรู้สึกขาดความอบอุ่น ขาดความมั่นคง

ต่อแต่นี้ต้องเข้มแข็งมีปัญหา ต้องแก้เพียงลำพัง
มองไปทางไหนก็มืดมน โลกทั้งใบกลายเป็นสีเทา
จะกินจะนั่งจะนอนเหมือนชีวิตมันขาด อับจนหนทาง ขาดเพื่อนคู่คิด
เฮียอยู่ไหน ป่านนี้เฮียจะเป็นอย่างไร อุ้ยกับลูกคิดถึงเฮียเหลือเกิน

แม้จะต้องแบกรับภาระปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าแทบเป็นบ้าก็ตาม เวลาอยู่กับลูกต้องยิ้มเสมอ ฝนตกบ้านรั่ว ไฟดับ ค่าเทอมลูกไม่มี น้ำไฟถูกตัด ทุกปัญหาสากกระเบือยันเรือรบ ต้องรับผิดชอบเองทั้งสิ้นข้าพเจ้าเป็นแค่มนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งเข้มแข็งตลอดเวลาไม่ได้ ได้แต่อาศัยเวลาที่ลูกหลับแล้วนั่งร้องไห้คนเดียว

ตั้งแต่ป๊าจากไป เซ้นต์ไม่สดชื่นเลย ไม่มีรอยยิ้ม เก็บตัวเงียบชอบอยู่คนเดียว เล่นคนเดียว กลายเป็นเด็กเงียบเหงาเศร้าสร้อย ชอบเอาเท้าแม่ไปทูนที่หัวเป็นประจำ แม่รู้....ว่าเซ้นต์ต้องการความรักความอบอุ่นที่มากว่าที่แม่จะให้ได้ นั่นคือรักจากพ่อ...แม่รู้ว่าหนูสองคนต้องการพ่อ

ลูกจ๋า..ทำไมไม่ยิ้ม แม่รู้ว่าหัวใจลูกเป็นทกข์
ลูกเขียนถึงป๊าบ่อยแต่ไม่ยอมส่ง กลัวป๊าเป็นห่วง แม่ห่วงจิตใจเซ้นต์เหลือเกิน

ทุกครั้งที่ไหว้พระแม่จะได้ยินลูกสองคนขอเสมอว่า ขอให้ป๊ากลับมาไว ๆ แล้วลูกก็น้ำตาคลอทั้งคู่ แม่รู้...ว่าลูกเจ็บปวด แต่เราไม่มีทางเลือก หลิงหลิงยังเด็กไม่ค่อยรู้เรื่องมากนักจะเศร้าเป็นพัก ๆ หนูร่าเริงแจ่มใส ช่างพูด รู้ใจแม่ เลยเป็นคนเดียวในบ้านที่ทำให้ทุกคนคลายทุกข์กันได้บ้าง ทุกวันของข้าพเจ้ากับลูก คือทุกวันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการรอคอยและมีความหวังว่าจะได้ย้ายไปอยู่อเมริกาพร้อมหน้าพร้อมตา เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่

เมื่อไหร่ป๊าจะกลับมารับ..เซ้นต์เหงา
สาธุ..ขอให้ป๊ากลับมารับเราไปอยู่ด้วยไว ๆ

ทุกวันข้าพเจ้าพยายามเตรียมตัวเองให้พร้อมทั้งงานครัว งานฝีมือ และเตรียมสุขภาพ ด้วยการเดิน-วิ่งออกกำลังทุกเช้าหลังส่งลูกที่โรงเรียน ข้าพเจ้ากับสามีคิดว่าเหลือแต่แรงกายนี่แหละที่จะก่อร่างสร้างครอบครัวเพื่อลูกอีกครั้ง ขยัน ๆ หน่อย 4-5 ปีก็คงตั้งหลักได้ จึงมุ่งหวังเรื่องไปอเมริกาอย่างเดียว เหมือนม้าที่ถูกปิดตาวิ่ง ตัดใจลืมเรื่องคดีความ ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม คิดอยู่แล้วว่ายังไงก็สู้เขาไม่ได้ ความยุติธรรมจริง ๆ แล้วหาแทบไม่ได้ กว่าจะได้เห็นก็คงตายกันไปข้างหนึ่ง

3 ปีแล้วนะป๊า..แม่สงสารหัวใจลูกเหลือเกิน

No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ