• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

คกก.สิทธิมนุษยชนแห่งชาติช่วยจนสุดกำลัง

ปี 2545 ข้าพเจ้าร้องเรียนต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แต่เนื่องจากเป็นคดีความในศาล ต้องหยุดเรื่องเอาไว้ชั่วคราว

แต่เมื่่อศาลฎีกาพิพากษาว่าหมดอายุความ ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด นักกฎหมายที่ทราบเรื่องต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ข้าพเจ้าไม่ได้แพ้ด้วยความชอบธรรม การละเมิดสิทธิเด็กยังคงอยู่ โรงพยาบาลยังเป็น ”หนี้ทางศีลธรรมจรรยา” ต่อครอบครัวของข้าพเจ้าอยู่ ศาลท่านยังไม่ได้บอกว่าเขาไม่ผิด ดังนั้น คณะกรรมการสิทธฯ มีสิทธิที่จะสอบสวนเรื่องนี้

ข้าพเจ้ารู้สึกมีความหวังอีกครั้ง 15 ตุลาคม 2547 จึงไ
ปตามเรื่องแต่...เกิดอะไรขึ้น...!...กับคนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นอย่างข้าพเจ้า

อนุกรรมการชุดแรกนำเรื่องกลับมาพิจารณาใหม่ นายวิชัย ทองแตง ผู้บริหารคนใหม่ของโรงพยาบาลพญาไท 1 เป็นนักกฎหมายใหญ่ ทนายความคดีซุกหุ้นของอดีตนายกทักษิณฯ ได้โต้แย้งว่ากสม.ไม่มีอำนาจดำเนินการ เพราะศาลฎีกาพิพากษาเป็นที่สุดแล้ว ขัดต่อกฎหมายของคณะกรรมการสิทธฯ มาตรา 22 อนุกรรมการพยายามช่วยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ข้าพเจ้าเรียนให้ ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธฯ ทราบ เรื่องจึงถูกโอนไปที่อนุกรรมการชุดที่สอง

ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจไปป่วนงานเขา แต่ไปเรียกร้องหาความเป็นธรรม

อนุกรรมการชุดที่สอง
(ประธานอนุฯ เป็นแพทย์)
ครั้งแรกข้าพเจ้ามีความหวัง เพราะคิดว่าคนเป็นแพทย์เท่านั้น ถึงจะจับผิดแพทย์ด้วยกันได้ แต่ข้าพเจ้าคิดถูกหรือผิด..มาดูกัน

1. ประธานอนุฯ แนะนำให้ข้าพเจ้าไปขอพบ นายวิชัย ทองแตง ผู้บริหารคนใหม่ของ ร.พ.พญาไท 1 เพื่อขอความเมตตา เผื่อเขาจะให้ความช่วยเหลือบ้าง เขาเป็นนักกฎหมายใหญ่อาจจะนัดยากสักหน่อย หัวอกคนเป็นแม่ที่ต่อสู้มานานอย่างข้าพเจ้าได้ฟังแล้วถึงกับน้ำตาตก รู้สึกถูกหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง ตลอดเวลาของการต่อสู้ ข้าพเจ้าไม่เคยกระทำการใด ๆ ที่ไม่ถูกต้อง ตรงกันข้ามกับคู่กรณีของข้าพเจ้าที่นอกจากไม่เคยให้ความเมตตาแล้ว ยังกระทำการกลั่นแกล้งข้าพเจ้าทุกวิถีทางผ่านกระบวนการต่าง ๆ อีกด้วย แต่ทำไมท่านถึงต้องให้ข้าพเจ้าซมซานไปกราบกรานขอความเมตตาจากคนเหล่านั้น ท่านต้องเรียกคนเหล่านั้นมาว่ากล่าวตักเตือนถึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

2. มีการเชิญคณะกรรมการแพทยสภารายหนึ่งเข้ามาเป็นอนุกรรมการ ข้าพเจ้าทำหนังสือคัดค้านว่าไม่เหมาะสมเนื่องจากศาสตราจารย์ท่านนั้นจบนิติศาสตร์ และอยู่ในทีมกฎหมายของแพทยสภาที่ตั้งขึ้นมาช่วยแพทย์ที่ถูกฟ้องโดยตรง และข้าพเจ้ายังมีเรื่องฟ้องแพทยสภาทั้งคณะเป็นคดีอาญาอีกด้วย ถือว่ามีความขัดแย้งกัน

ประธานไม่ฟังเสียง ตอบหนังสือข้าพเจ้าว่า ...”..ศาสตราจารย์ท่านนั้นได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนของท่านด้วยความสุจริต ยุติธรรม โดยมิได้มีอคติส่วนตัวใด ๆ และท่านยังทำงานเพื่อสังคมโดยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ หลายตำแหน่งเช่นประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติเวชศาสตร์ และศาสตราจารย์ท่านนี้ก็ได้ขออนุญาตไม่เข้าร่วมประชุมในวาระที่มีเรื่องของท่าน..ฯลฯ”

แต่ข้าพเจ้าทราบมาว่าศาสตราจารย์ท่านนั้น เข้าร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง เรื่องนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านเป็นนักกฎหมายน่าจะรู้ดีว่าตนเองทำผิดกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครองมาตรา 13 และ 16 ไม่สมควรเข้ารับฟังคำชี้แจงใด ๆ ในเรื่องที่พิจารณาเกี่ยวกับแพทยสภาทั้งสิ้น หรือแม้กระทั่งเข้าไปเป็นอนุกรรมการ แต่ท่านก็กระทำ และกระทำในวันที่พยานปากสำคัญของฝ่ายข้าพเจ้าเข้าชี้แจงด้วย

3. ข้าพเจ้าขอรายงานการประชุม ท่านก็ไม่ให้นิ่งเฉยเสีย

4. มีการแจ้งมติให้ข้าพเจ้าทราบว่า ”การตรวจสอบเรื่องการกระทำผิดของแพทย์ จาก ร.พ.พญาไท 1 อาจไม่เหมาะสม เนื่องจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้องแล้ว”

ข้าพเจ้าโต้แย้งว่า

”..คณะกรรมการสิทธิฯ ยังมีอำนาจดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากเป็นคนละประเด็นกับที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยเฉพาะเรื่องอายุความเท่านั้น ยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริง จึงไม่ขัดต่อกฎหมายมาตรา 22 แต่อย่างใด”

ร้องผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
ข้าพเจ้ามีหนังสือขอให้ผู้ตรวจการฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าหากคณะกรรมการสิทธิฯ จะดำเนินการเรื่องร้องเรียนของข้าพเจ้านั้น ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 22 หรือไม่

มีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์แจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่า ศักดิ์ศรีของหน่วยงานเท่าเทียมกันดำเนินการให้ไม่ได้และเกินอำนาจหน้าที่ หลายเดือนต่อมาข้าพเจ้ามีหนังสือไปตามเรื่อง เพราะยังหวังจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคม แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินฯ มีหนังสือแจ้งว่าไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่
พร้อมส่งหนังสือที่อธิบายอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินไปให้อ่าน

5. มีการพยายามผลักเรื่องไปให้แพทยสภารื้อคดีของข้าพเจ้าขึ้นสอบสวนใหม่ ขณะที่ข้าพเจ้าฟ้องแพทยสภาเป็นคดีอาญาทั้งคณะและคดียังไม่สิ้นสุด เท่ากับผลักเรื่องของข้าพเจ้ากลับไปให้จำเลยของข้าพเจ้าสอบสวน ข้าพเจ้าควรจะดีใจหรือรู้สึกอย่างไรดี

6. ข้าพเจ้าพาลูกไปถือป้ายประท้วงคณะกรรมการสิทธิฯ ในวันสตรีสากล (10 มีนาคม 2549) ท่านประธานอนุฯ โกรธจนตัวสั่นชี้หน้าข้าพเจ้าว่า “คุณฉีกหน้าผม” แล้วจะให้ทำอย่างไร ข้าพเจ้าเพียงแค่ทำตามสิทธิที่มีอยู่ และข้าพเจ้ารับรู้มาตลอดว่าคนที่เขาตรงจริง ๆ นั้นเขาไม่มีหน้า เขาไม่มีหัวโขน ท่านควรจะดีใจด้วยซ้ำไปที่คนไทยใช้สิทธิของตนเองเป็น ข้าพเจ้าเศร้าใจมากที่ท่านต่อว่าข้าพเจ้าแบบนั้น

การถือป้ายประท้วงเป็นสิทธิอันชอบธรรม

7. คณะกรรมการสิทธิฯ ได้นำเรื่องของข้าพเจ้าเข้าที่ประชุมชุดใหญ่ มีมติให้อนุกรรมการชุดเดิมดำเนินเรื่องของข้าพเจ้าต่อไป แม้จะขัดต่อความรู้สึกอย่างมาก แต่ก็อุ่นใจเนื่องจากมี อ.วสันต์ พานิช ซึ่งเป็นนักกฎหมายเสนอตัวเข้ามาช่วยตรวจสอบ แต่ต่อมาทราบว่าท่านไม่เคยได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมแม้แต่ครั้งเดียว

8. คณะอนุกรรมการฯ ไม่อนุญาตให้คุณหมอเทพ เวชวิสิฐ พยานฝ่ายข้าพเจ้าเข้าชี้แจง ข้าพเจ้าโต้แย้งไปว่า ”ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง เมื่อข้าพเจ้าอ้างพยานท่านต้องอนุญาตให้เข้าชี้แจง” แล้ววันหนึ่งคุณหมอเทพฯ ก็ได้เข้าชี้แจง แต่ท่านจะฟังหรือไม่ฟังนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าไม่อาจรับรู้ได้
กลายเป็นว่าทุกคนลืมเรื่อง “มนุษยธรรม”
ข้าพเจ้า ”คนโง่” กลับต้องมาต่อสู้เรื่อง “ข้อกฎหมาย”
กับทนายใหญ่..กับหน่วยงาน

ต้องลุกขึ้นมาเรียนรู้เรื่อง....อำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน
หลายครั้งข้าพเจ้าแทบกระอักออกมาเป็นเลือด

ข้าพเจ้าต้องลืมเรื่องทุกข์ยากของตัวเอง
แล้วเรียนรู้ที่จะเข้าใจความเหนื่อยยากของหน่วยงานแทน


รพ.พญาไท 1 อ้างเสมอว่าโรงพยาบาลเปลี่ยนเจ้าของใหม่แล้ว เขามาทีหลัง เขาไม่ได้ทำจึงไม่เกี่ยว ข้าพเจ้าทราบดีว่าท่านไม่ได้เป็นผู้กระทำ แต่ท่านเองไม่ใช่หรือที่เป็นคนลงมติสั่งให้ฟ้องข้าพเจ้าถึง 2 คดี แล้วท่านจะไม่เกี่ยวได้อย่างไร

แม้จะมีผู้คนในสังคมจับตาดูคดีนี้มากมาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าสู้ได้ง่ายขึ้นเลย

ข้าพเจ้ามิได้มาร้องเรียนเพราะไม่รู้ว่าใครผิดใครถูกหรือไม่รู้มูลความจริง ข้าพเจ้า ร้องเรียนเพียงเพื่อหาใครสักคนในสังคมที่กล้ายืนขึ้นพูดความจริง พูดโดยหน้าที่ พูดโดยไม่เข้าข้างอาชีพเดียวกัน ไม่เข้าข้างพรรคพวกเพื่อนฝูง พูดโดยไม่เกรงใจว่าจะไปกระทบองค์กรไหนอย่างไร แต่ข้าพเจ้ากลับถูกซ้ำเติมความทุกข์ให้หนักเข้าไปอีก

สามีของข้าพเจ้าถอดใจใช้ให้ไปขอถอนเรื่องออกมาเสีย..ก่อนที่จะสายเกินแก้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยนัยแห่งชื่อที่แม้แต่เด็กป.5 อย่างหลิงหลิงก็เข้าใจได้ว่า เป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่ มีหน้าที่พิทักษ์รักษาสิทธิของมนุษยชน อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับฟังข้อโต้แย้งทางกฎหมายของทนายใหญ่ที่เป็นคู่กรณี แล้วหยุดการทำงานของตัวเอง หรือเลี่ยงที่จะไม่ทำงานแบบตรงไปตรงมา ข้าพเจ้าจึงขอถามว่า..แล้วเราจะมีหน่วยงานนี้ไปทำไม ข้าพเจ้ารู้ดีว่าท่านเป็นยักษ์ที่มีกระบอง สำคัญว่าท่านจะเลือกตีใคร ระหว่างตีหัวคนไข้กระจอกอย่างข้าพเจ้าหรือตียักษ์ด้วยกัน

ขอบพระคุณคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ได้ช่วยเหลือเต็มที่แล้ว

เรื่องถูกโอนไปสู่กรรมการชุดใหญ่
ข้าพเจ้าทำหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิฯ เรื่องจึงถูกโอนไปกรรมการชุดใหญ่ โดยมี
1. ศาตราจารย์เสน่ห์ จามริก ประธาน
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการ
3. นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง กรรมการ
4. ศ.นพ.เกียรติคุณประดิษฐ์ เจริญไทยทวี กรรมการ
5. นายวสันต์ พานิช กรรมการ
6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทิน นพเกตุ กรรมการ
7. นางสุนี ไชยรส กรรมการ
8. นายสุรสีห์ โกศลนาวิน กรรมการ
9. คุณหญิงอัมพร มีศุข กรรมการ
10.นางสาวอาภร วงษ์สังข์ กรรมการ

8 ตุลาคม 2550 คณะกรรมการสิทธิฯ มีมติดังต่อไปนี้
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยรายงานการตรวจสอบที่ 317/2550 เรื่องสิทธิในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากโรงพยาบาลพญาไท 1 และแพทยสภา ทำให้บุตรชายพิการ

ผู้ร้องคือนางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ผู้ถูกร้องคือโรงพยาบาลพญาไท 1 และแพทยสภา โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีมติที่ประชุมครั้งที่28/2550 ในวันที่ 13 กันยายน 2550 ว่า แพทย์ผู้ทำคลอด และกุมารแพทย์ของโรงพยาบาลพญาไท 1 ประมาทเลินเล่อ รวมทั้งโรงพยาบาลพญาไท ๑ ไม่มีมาตรการแก้ไขเยียวยา จึงก่อให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ส่วนกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการแพทยสภา ไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

จึงกำหนดมาตรการแก้ไขดังนี้
1.ให้โรงพยาบาลไท 1 ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ตั้งแต่บุตรชายของผู้ร้องเริ่มมีอาการพิการจนถึงปัจจุบันให้แก่ผู้ร้อง และให้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ให้แก่บุตรชายของผู้ร้องจนกว่าจะหายจากอาการพิการ ทั้งนี้ ให้เริ่มดำเนินการทันทีตั้งแต่วันที่ได้รายงานฉบับนี้

2.ให้แพทยสภารื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับรายงานฉบับนี้ และ

3.ให้กระทรวงสาธารณสุขวางมาตรการในการตรวจรักษาพยาบาลผู้ป่วย หรือผู้มารับบริการของโรงพยาบาลให้ได้มาตรฐานสากลยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการบันทึกการตรวจรักษาของแพทย์ในเวชระเบียนต้องมีรายละเอียดมากพอสมควรและต้องชัดเจนตรงตามข้อเท็จจริง ให้สามารถตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล

ผลการดำเนินการ
1. รพ.พญาไท 1 เพิกเฉยไม่ทำตามมติ
2. แพทยสภา ก็เพิกเฉยไม่ทำตามมติเช่นเดียวกัน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ยุคนายไชยา สะสมทรัพย์ ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า แพทยสภาไม่มีอำนาจในการรื้อคดีใหม่ โดยแพทยสภาได้เข้าชี้แจงเพียงฝ่ายเดียว

คณะกรรมการสิทธิฯ ไม่ยอมถอย
เมื่อกสม.ไม่สามารถบังคับให้รพ.พญาไท 1 และแพทยสภาให้ทำตามมติได้ จึงรายงานนายกรัฐมนตรี (นายสมัคร สุนทรเวช) ให้มีบัญชาภายใน 60 วัน แต่นายสมัครฯไม่มีบัญชา พี่สาวของนายสมัครฯ เป็นกรรมการแพทยสภาชุดที่ข้าพเจ้าฟ้องอยู่

คณะกรรมการสิทธิฯรายงานต่อประธานรัฐสภาและวุฒิสภา
เรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรนาน 4 ชั่วโมงในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ ซึ่ง นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งกรรมการไกล่เกลี่ยเสนอให้ข้าพเจ้ารับเงิน 5 แสนบาทและให้ยุติเรื่อง แต่ข้าพเจ้าขอให้คู่กรณีแสดงความเสียใจและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาเสียก่อน แล้วค่อยพูดถึงการเยียวยาแต่ทางรพ.พญาไท 1 และแพทยสภาปฏิเสธ

ขณะที่รัฐบาลให้เหตุผลว่านอกเหนือวิสัยที่รัฐจะเข้าไปแทรกแซงได้ เนื่องจากเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับโรงพยาบาลเอกชน

ข้าพเจ้าขอกราบขอบพระคุณ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มา ณ ที่นี้ ที่ท่านได้พยายามช่วยข้าพเจ้ากับลูกแล้วจนสุดกำลังตามอำนาจหน้าที่ของท่าน ส่วนผลที่ออกมาเป็นแบบนี้นั้นข้าพเจ้ารับได้ และไม่เคยคิดตำหนิท่านเลยแม้แต่น้อย จากนี้ไปข้าพเจ้าจะดิ้นรนหาทางสู้เพื่อลูกต่อไป จนกว่าจะเห็นความเป็นธรรม

No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ