• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

กำพืด

ข้าพเจ้าเป็นคนบ้านนอกจากอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย พ่อกับแม่เป็นชาวไร่ชาวนาที่ใจดีที่สุดในโลก ที่บ้านมีเกวียน มีวัว มีควายเอาไว้ไถนา ข้าพเจ้ามีความทรงจำที่ดีกับบ้านเกิด และภาคภูมิใจเสมอว่า

“โชคดีที่เกิดมาเป็นลูกชาวไร่ชาวนา ที่ทรหดอดทนขยันขันแข็ง”

ในอดีตบ้านชั้นเดียวที่อาศัยอยู่ มีหลังคามุงด้วยใบตองตึง เรียกว่ากระต๊อบคงจะเหมาะกว่า ฝนตกทีไรต้องช่วยกันวิ่งเอากระป๋องนมรองน้ำฝน เสียงดังป๊อก ๆ แป๊ก ๆ รัวประสานปานประหนึ่งวงออเคสตร้าเลยทีเดียว

ทุกเช้ามืดเสียงไก่ขันคือสัญญานเริ่มวันใหม่ แม่ชอบตื่นแต่เช้าแล้วก็ปฏิบัติการจุดเตาฟืนนึ่งข้าวเหนียว ควันไฟคลุ้งบ้านตลบอบอวล นี่คือวิธีปลุกทุกคนในบ้านให้ตื่นของแม่ ที่ไม่มีใครทนนอนดมควันไฟได้แม้แต่คนเดียว จึงทำให้ข้าพเจ้าติดนิสัยตื่นแต่เช้ามาจนถึงทุกวันนี้

ข้าพเจ้าทำงานได้แทบทุกอย่าง ที่ลูกชาวไร่ชาวนาเขาทำกัน หาบน้ำจากบ่อขึ้นบ้าน หาบข้าวไปสี ฝัดข้าว ขุดดินปลูกผักเพื่อจะได้มีผักไว้กิน หาปูหาปลาตามท้องนา อยากกินมะม่วง มะปราง ก็ต้องปีนเก็บเอา

“ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่เคยได้อะไรมาง่าย ๆ โดยไม่ลงมือทำ”

หน้าหนาวต้องแย่งผ้าห่มกับพี่ ๆ น้อง ๆ กันให้วุ่นไปหมด เสื้อผ้าต้องรอของมือสองของญาติที่เขามีฐานะดีกว่า แค่ได้ใส่ก็บุญโขแล้ว ถึงหน้าฝนถนนมีแต่โคลนต้องเดินเท้าเปล่าลัดทุ่งนาไปโรงเรียน รวงข้าวที่เด็ดใส่ไว้ใต้หมวกกะโล่คืออาหารว่างชั้นยอด ห่อข้าวใส่ใบตอง กับข้าวเป็นไข่ต้มหรือปลาทูเค็มห่อใบตองย่าง นั่นก็สุดยอดแล้ว วันไหนไม่ได้ห่อข้าวแม่จะให้เงิน 1 สลึงเพื่อซื้อขนมจีนน้ำเงี้ยว จิ้มกินกับข้าวเหนียว ไม่เคยมีขนมให้กินเหมือนเด็กสมัยนี้

แถวบ้านเขาเรียกข้าพเจ้าว่า ”อีดำ” เพราะวัน ๆ เอาแต่วิ่งตากแดดเล่นสนุกสนานจนตัวดำเป็นเหนี่ยง ไม่เคยมีเรื่องเครียดอยู่ในหัวเลยแม้แต่นิด ข้าพเจ้าเป็นเด็กร่าเริง ร่างกายแข็งแรง ซนเหมือนเด็กผู้ชาย ปีนต้นไม้ ขโมยผ้าถุงแม่ทำตีโป่งกระโดดน้ำเล่น คืองานอดิเรกของข้าพเจ้า

หมู่บ้านของข้าพเจ้า โอบล้อมรอบด้วยภูเขา อากาศจึงเย็นสบายตลอดปี ที่ราบลุ่มเป็นทุ่งนา เป็นหมู่บ้านคนอาศัย การดำเนินชีวิตเรียบง่ายกันตามประสา ไม่มีแสงสีเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น

“ทุกสิ่งทุกอย่างจึงบริสุทธิ์ แม้กระทั่งความรู้สึกนึกคิดของผู้คน”

ในอดีตนั้นทุกครอบจะครัวยากจนโดยทั่วถึงกัน แต่ก็เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อบอุ่นทุกคนในหมู่บ้านจะรู้จักกันหมด ดังนั้นแม้จะยากจนแค่ไหน ข้าพเจ้าก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหา

ข้าพเจ้าชอบไปนอนเล่นกลางทุ่งนามองขึ้นไปบนท้องฟ้า วาดฝันว่าอนาคตวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรหนอ ข้าพเจ้าต้องไม่เป็นอย่างที่คนเขาดูถูกผู้หญิงเหนือ ข้าพเจ้าต้องแตกต่าง ข้าพเจ้าชอบมองเครื่องบิน สักวันจะนั่งเครื่องบินให้ได้ แต่ไม่เคยคิดเลยว่า วันนี้เด็กบ้านนอกคนนี้จะต้องมาสู้กับใครมากมายที่เมืองหลวงจนแทบเอาชีวิตไม่รอดถึงเพียงนี้

พ่อกับแม่รู้ว่าลูกคิดอะไร จึงกัดฟันให้ลูกทุกคนได้เรียนหนังสือ แม่ทำขนมจีน, ลอดช่องหาบขายตามงานวัด หรือเวลาเขาฉายหนังกลางแปลง แม่ชอบขายของไม่เคยอยู่เฉย ข้าพเจ้าชอบเล่นกีฬาชอบเรียนหนังสือ และหัวดี พ่อกับแม่และคุณอาน้องชายพ่อที่มีฐานะดีกว่า จึงกัดลิ้นกัดฟันส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญาตรี เมื่อจบแล้วด้วยความทะเยอทะยาน ก็ฝันอยากเรียนต่อปริญญาโทอีก แต่ไม่มีใครส่งเสียจึงจำใจหยุดไว้แค่นั้น ถึงแม้จะจบแค่ปริญญาตรี แต่ก็นำความภาคภูมิใจให้พ่อกับแม่มาก เพราะ
ข้าพเจ้าเป็นเด็กคนแรกของหมู่บ้านที่จบปริญญาตรี

ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นกรุงเทพฯ เมื่อเรียนจบจึงตามเพื่อนเข้ามาเมืองหลวง เมืองศิวิไลซ์ ผันตัวเองมาเป็นมนุษย์เงินเดือนหลายปี แต่ความฝันเรื่องเรียนต่อปริญญาโทยังไม่หมดไป ภาษาอังกฤษเอาตัวไม่รอด งานไม่ก้าวหน้าแน่ ๆ ดังนั้นเมื่อเพื่อนที่เขามีฐานะดีชวนไปอังกฤษ บอกว่าขยัน ๆ อย่างเอ็งทำงานไปเรียนไปเดี๋ยวก็จบ

ข้าพเจ้าตัดสินใจไปอังกฤษทันที ฟังดูหรู แต่ขอโทษไม่ได้ไปแบบคุณหนู ขอยืมเงินที่พ่อแม่จะใช้สร้างบ้านเป็นค่าเดินทางและค่าลงทะเบียนเทอมแรก แล้วสัญญาว่าจะหาคืนให้ได้ ไปถึงวันแรกลงจากเครื่องบินปุ๊บ ร้านอาหารไทยต้องการคนงาน เขาไปรอรับถึงสนามบินฮีทโธรว์ ก็ลุยเลยงานแรกล้างจาน มีรายได้ทันที เรื่องปรับตัวไม่ต้องพูดถึงลืมหมดเลย ชีวิตไม่มีทางเลือกเหมือนคนอื่นเขามากนัก

ข้าพเจ้าทำงานสารพัดไม่เคยเลือก ล้างจาน เสิร์ฟอาหาร ขายแซนด์วิช เก็บของขึ้นชั้นตามห้าง ทำไปเรียนไปแบบปากกัดตีนถีบ หนักเอาเบาสู้ แบกจ๊อบตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต สุดท้ายปริญญาโทที่ฝันไว้ไม่สำเร็จ มัวแต่ห่วงเก็บเงินมาคืนพ่อกับแม่ กลัวแกจะไม่มีบ้านอยู่

แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยเสียใจ เพราะการได้ไปเห็นโลกกว้างครั้งนั้น ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเรียนรู้ว่าประเทศที่เจริญแล้วนั้น เขาให้ความสำคัญกับคุณค่าความเป็นคน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนของเขามากแค่ไหน ประชาชนของเขาได้รับการคุ้มครองสิทธิจากการรับบริการมากเพียงไร มาถึงวันนี้ข้าพเจ้าเศร้าและอดสะท้อนใจไม่ได้ว่า

“สิทธิมนุษยชนของบ้านเขากับบ้านเรานั้น ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว”

No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ