• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

แพทยสภาและสธ.คิดอย่างไรต่อคนไข้

คนที่ 1
ศ. นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา
อดีตนายกแพทยสภา 5 สมัย (คัดมาบางส่วน)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ในอดีตผู้ป่วยฟ้องร้องแพทย์ต่อแพทยสภาว่า แพทย์ไม่คำนึงถึงความสิ้นเปลืองของผู้ป่วย โดยกล่าวหาว่าแพทย์ให้ยาแพงโดยไม่จำเป็น หรือแพทย์ส่งตรวจมากไปทำให้ต้องเสียเงินมาก หรือกล่าวหาแพทย์เอกชนว่า รับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น

ปัจจุบันการฟ้องร้องกลับเป็นเรื่องตรงข้าม ผู้ป่วยฟ้องร้องว่า แพทย์ทำไมไม่ให้ยาปฏิชีวนะจนทำให้การติดเชื้อรุนแรงจนพิการ ทำไมแพทย์ไม่ส่งตรวจอัลตราซาวนด์ หรือ CT scan ทำให้วินิจฉัยโรคไม่ได้ หรือกล่าวหาว่ามาโรงพยาบาลแล้วทำไมจึงไม่รับไว้ในโรงพยาบาลในครั้งแรกทำให้อาการหนักขึ้น ความหวังดีของแพทย์ที่จะพยายามประหยัดเงินให้ผู้ป่วยกลายเป็นผลเสียแก่ตนเอง เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะแต่ก่อนผู้ป่วยต้องจ่ายเงินเอง ผู้ป่วยต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ต้องจ่ายเพราะมีประกันสังคม หรือใช้หลักประกันสุขภาพสามสิบบาท หรือมีบริษัทประกันสุขภาพเอกชนเป็นคนจ่าย นอกจากนี้ผู้ป่วยมีความคาดหวังสูง ถ้าผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่ผู้ป่วยต้องการ ผู้ป่วยก็พยายามจับผิดเพื่อหวังจะเอาเงินจากแพทย์หรือโรงพยาบาล

แต่เดิมผู้ป่วยจะขอให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจ ในวิธีการรักษาที่แพทย์คิดว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วย แต่ปัจจุบันแพทย์จะให้ได้แต่เพียงข้อมูล และคำแนะนำ ผู้ป่วยและญาติจะต้องเป็นคนตัดสินใจเอง โดยอาจไปขอความเห็นจากแพทย์ท่านอื่นหรือญาติพี่น้องก่อนก็ได้ถ้าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่ก่อนไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหาย ปัจจุบันผู้ป่วยรู้ว่ามีการเรียกร้องได้

บางคนคิดว่าถูกรางวัลหวังได้เงินจากแพทย์ แพทย์จะต้องปรับตัวอย่างไรกับสังคมที่เปลี่ยนไป แพทย์จะต้องบอกถึงทางเลือกต่าง ๆ ให้แก่ผู้ป่วยหรือญาติทราบทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่ต้องคำนึงว่าเขาจะมีเงินจ่ายหรือไม่ หรือว่าจะเบิกได้หรือไม่ แพทย์ไม่ต้องไปคิดแทนผู้ป่วย จะต้องให้ผู้ป่วยคิดเองว่าเขาจะเลือกเอาวิธีใด แพทย์จะต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าแพทย์ได้อธิบายแล้วแต่ผู้ป่วยปฏิเสธ ถ้าไม่บันทึกไว้ ผู้ป่วยอาจจะหาว่าแพทย์ไม่เคยบอก

ปัญหาปัจจุบันคือ ผู้ป่วยจะเอาอย่างดีที่สุดและแพงที่สุด เพราะผู้ป่วยมีประกันสังคมหรือใช้หลักประกันสุขภาพโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ถ้าใช้ของแพงโรงพยาบาลต้องจ่ายเอง โรงพยาบาลก็จะขาดทุนจนโรงพยาบาลอยู่ไม่ได้ โรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็จะแก้ไขโดยมีเครื่องมือและยาจำกัด ถ้ามีแล้วไม่ให้ก็จะถูกฟ้อง

มาตรฐานของโรงพยาบาลที่รับประกันสังคม และโครงการสามสิบบาทจะลดลงไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นโรงพยาบาลอนาถา ส่วนโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่เข้าโครงการก็จะปรับมาตรฐานให้สูงขึ้น มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้นเพื่อสร้างความแตกต่าง การแก้ไขทำได้โดยต้องให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วย หรือรัฐบาลให้ค่ารายหัวเพิ่มขึ้น หรือจ่ายตามความเป็นจริง หรือกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำไว้ให้โรงพยาบาลปฏิบัติ

ในอดีตคนไทยพุทธทราบว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรมของมนุษย์ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ในศาสนาอิสลามเขาเชื่อว่าการตายนั้นได้ไปหาพระเจ้า แต่ปัจจุบันสังคมไทยส่วนหนึ่งคิดว่าเราต้องไม่ตาย ถ้าตายจะต้องเป็นความผิดของแพทย์ที่วินิจฉัยไม่ได้ หรือรักษาไม่หาย แต่เดิมโรคบางอย่างชาวบ้านกลัวมากเพราะถ้าเป็นแล้วอัตราตายสูง ถ้าไปหาแพทย์รักษาแล้วรอดชีวิตถือว่าโชคดี เช่น โรคไข้เลือดออก

ปัจจุบันผู้ป่วยคิดกลับกันโดยผู้ป่วยคิดว่าโรคนี้ต้องไม่ตาย ถ้าตายต้องเป็นความผิดของแพทย์ ทั้งที่ความจริงผู้ป่วยบางรายมีอาการรุนแรงมาก แม้วินิจฉัยและรักษาถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นก็ยังตายได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเชื้อและพันธุกรรมของผู้ป่วยที่ทำให้ความรุนแรงของโรคไม่เท่ากัน แต่เดิมถ้าแพทย์ไม่คิดค่ารักษาพยาบาล โดยให้เงินสังคมสงเคราะห์ช่วย ผู้ป่วยจะรู้สึกขอบคุณแพทย์อย่างมาก

ปัจจุบันผู้ป่วยไม่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแต่ผู้ป่วยไม่คิดว่าแพทย์มีบุญคุณ แต่ผู้ป่วยจะคิดว่าเป็นสิทธิของเขา บุคลากรทางการแพทย์มีหน้าที่รับใช้ บางคนมากล่าวหาแพทย์ของรัฐว่ากินเงินเดือนจากเงินภาษีของเขา ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เคยจ่ายภาษีรายได้เลย ขณะที่แพทย์จ่ายภาษีรายได้มากกว่าเขาหลายเท่า ความจริงแล้วเขาเอาเงินภาษีรายได้ของคนอื่น และบุคลากรทางการแพทย์มาใช้มากกว่า

สังคมที่เปลี่ยนไปนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากประชานิยม รัฐพยายามทำให้ประชาชนพอใจโดยการให้ แต่ไม่ได้สอนให้รู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม อาจจะเห็นผลดีในระยะสั้นแต่จะสร้างปัญหาในระยะยาว การให้โดยไม่มีเหตุผล เหมือนเราให้ขอทานวันละสิบบาททุกวัน วันใดเราไม่ให้หรือให้น้อยลงขอทานก็จะโกรธ ด่าและขว้างของใส่เรา เพราะว่าเราให้เขาจนเคยชินกลายเป็นหน้าที่

15 กันยายน 2549
นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา
อดีตนายกแพทยสภา 5 สมัย
พูดที่ ร.พ.กำแพงเพชร (คัดมาบางส่วน)

ขอแก้กฎหมายไม่ให้มีการฟ้องคดีอาญากับแพทย์เพราะแพทย์ไม่ได้ไปตั้งใจฆ่าใคร

ขอแก้กฎหมายฟ้องแพ่ง ให้มีเพดานการฟ้องชดใช้ค่าเสียหาย

ตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ไม่ใช่ชดใช้ค่าเสียหาย ไม่ใช่การรับผิด แต่เป็นการ
บรรเทาความเดือดร้อน ช่วยเหลือกันตามนิสัยคนไทย

ที่ต้องแพ้คดีในช่วงแรกเนื่องจาก ไม่มีผู้รู้ เข้าไปช่วยเหลือ ขั้นตอนหนังสือราชการก็ช้า ทำให้อัยการซึ่งไม่มีความรู้ทางการแพทย์ เขียนคำให้การไปตามข้อมูลที่มีอยู่ และศาลเองก็ไม่มีความรู้ทางการแพทย์จึงตัดสินตามข้อมูลที่มี จริง ๆ แล้วต้องหาผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลางมาเพื่ออธิบายให้กับศาล ได้ทราบ ข้อเท็จจริง

คนที่ 2
น.พ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์
กรรมการแพทยสภา นายกสมาคมรพ.เอกชน
6 มิถุนายน 2549
เพื่อนแพทย์ที่รัก : (คัดมาบางส่วน)
1.1 อนุกรรมการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งมีนายแพทย์พินิจ หิรัญโชติ เป็นประธานในยุคนี้ ดังนั้นเพื่อนแพทย์ทุก ๆ คน ที่ถูกกล่าวหาหรือแม้กระทั่งถูกฟ้องร้องไปแล้ว (แต่ผมแนะนำว่า ถ้าอธิบายแล้วคนไข้ไม่เข้าใจและมีวี่แววว่าจะถูกฟ้องร้อง) ให้รีบปรึกษามาเลยครับ

โดยส่งเอกสารเวชระเบียนทั้ง OPD และ IPD ทั้งหมด (ถ้าจะให้ดีให้เรียงหน้ามาให้เรียบร้อย) และเขียนรายละเอียดทั้งหมดปะหน้ามาด้วย : “ใช้พิมพ์มาก็จะอ่านง่ายกว่าครับ” จะให้ดีก็โทรมาเล่าให้ฟังด้วย โทรมาที่พินิจ หรือผมก็ได้ครับ เพราะผมอยู่ในอนุกรรมการชุดนี้ด้วย ซึ่งมีกรรมการแพทยสภาหลาย ๆ คนเป็นอนุกรรมการในชุดนี้

คณะกรรมการจะได้พิจารณาว่าแพทย์ได้กระทำตามมาตรฐานบนข้อจำกัดที่มีหรือไม่ (ซึ่งแตกต่างกับคดีจริยธรรมที่แพทย์ถูกผู้อื่นร้องเรียนมา แพทย์เป็นผู้ถูกกล่าวหา แต่อนุกรรมการชุดนี้จะพิจารณาเมื่อแพทย์ร้องขอ) ซึ่งแพทย์จะได้คำแนะนำจากอนุกรรมการชุดนี้ต่อไป ผมจะบอกเพื่อน ๆ ว่าเมื่อรักษาแล้วได้ผลลัพธ์เป็นที่ไม่พึงประสงค์สำหรับผู้ป่วยหรือญาติ และเห็นว่าท่าจะมีปัญหาให้รีบส่งเรื่องและรายละเอียดมายังอนุกรรมการฯ ชุดนี้ ที่สำนักงานเลขาธิการ แพทยสภาเลยครับ

น.พ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์
กรรมการแพทยสภา นายกสมาคมรพ.เอกชน
8 กันยายน 2549
เพื่อนแพทย์ที่รัก :

เดือนนี้ผมมีข่าวที่จะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังดังนี้ครับ
1. ตอนนี้เรื่องการฟ้องแพทย์คดีอาญากำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่นับเรื่องคดีแพทย์และโรงพยาบาลถูกฟ้องคดีแพ่งฐานละเมิด ซึ่งมากมายในระยะ 4-5 ปี ที่ผ่านมา และเนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขมีโรงพยาบาลมากที่สุด และมีโรงพยาบาลอยู่หลายขนาด หลายระดับขีดความสามารถ จึงได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะน้อง ๆ จบใหม่ที่ปฏิบัติงานโรงพยาบาลชุมชน มีอัตราเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่น เพราะงานหนักและประสบการณ์น้อย และบางครั้งก็ต้องการจะช่วยเหลือผู้ป่วยโดยไม่ได้คิดไปว่าถ้าเหตุแทรกซ้อน ซึ่งปกติเกิดขึ้นน้อยมาก ๆ แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว ในขีดความสามารถที่โรงพยาบาลที่อยู่นั้นอาจจะช่วยเหลือได ้ไม่ดีพอ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เริ่มมีทีมงานเป็นรูปร่าง ดังนี้ครับ

1.1 ทันทีที่มีเรื่องผลการรักษาไม่พึงประสงค์ และมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถอธิบายให้คนไข้และญาติเข้าใจได้ ให้รายงานไป (โดยผู้อำนวยการและแพทย์ผู้รักษา) ศูนย์สันติวิธี สาธารณสุข โทร. 02-5901692, 02-5901716 Fax.02-5918587 ซึ่งศูนย์ของกระทรวงนี้จะมีบุคลากร ซึ่งมีการฝึกอบรมในการที่จะมาช่วยไกล่เกลี่ยได้

1.2 พร้อมกันนี้อย่าลืมรายงานเรื่องทั้งหมด เข้าไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดด้วยครับเรื่องได้รับรู้กันเพราะถ้าเรื่องไม่จบจะได้มีข้อมูลดำเนินการต่อไปได้เลย

1.3 ในกรณีที่ไม่สามารถจะจบเรื่องได้ และมีการดำเนินคดีในชั้นศาลเกิดขึ้นให้ติดต่อโดยตรง และรีบด่วนไปยังกลุ่มกฎหมาย สำนักบริหารกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โทร.02-5901430, 02-5901438, 02-5901441 Fax. 02-5901433

1.4 พวกเราต้องขอขอบคุณท่านรองปลัดฯ เรวัต วิศรุตเวทย์ และท่านนายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมา ที่ได้กรุณาได้ตั้งหน่วยงานมาช่วยเหลือเพื่อนแพทย์ทุก ๆ คน

2. สำหรับแพทย์นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ผมคิดว่าคงมีการช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่ถ้ายังไม่มีเลย ใช้หน่วยงานของแพทยสมาคม หรือแจ้งมายังพวกผมตามท้ายจดหมายฉบับนี้ก็ได้ครับ

3.1 ในหลาย ๆ คดีที่ผ่านมา การบันทึกเวชระเบียนยังเป็นจุดอ่อนที่สุดของพวกเรา ซึ่งผมได้เขียนไว้หลาย ๆ ครั้งแล้วดังนั้น สิ่งแรกที่พวกเราต้องระวังคือ การบันทึกเวชระเบียนและถ้าเป็นไปได้ต้องพยายามอ่าน Nurse Note ด้วยนะครับ ว่ามันสอดคล้องกับการปฏิบัติของเราหรือไม่ เพราะมันเป็นเอกสารที่สำคัญมาก

3.2 การต่อสู้คดีโดยเฉพาะคดีอาญา จะไว้วางใจปล่อยให้ทนายทำไปเลย คงไม่ได้แล้วครับ คงต้องไปศาลทุก ๆ นัดที่เกี่ยวข้องกับโจทย์และจำเลย ถ้ามีจำเลยหลายคน การแยกกันมีทนายและต่างคนต่างต่อสู้คดี ก็เป็นจุดอ่อนที่สุด การมีทนายหลายคนอาจจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ต้องต่อสู้เป็นทีมและไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะประสบความสำเร็จ มิฉะนั้นแพทย์ที่ไม่ได้กระทำผิด ตามกฎหมายอาญาอาจจะมีความผิดได้ เพราะต่อสู้คดีไม่เป็น

4. ระยะนี้ตำรวจขอความเห็นมายังแพทยสภาค่อนข้างเยอะ (เพราะมีการไปแจ้งความตำรวจ เพื่อให้ตำรวจสืบสวนเบื้องต้น ก่อนนี้จะส่งไปให้อัยการเพื่อดำเนินการฟ้องศาล แพทย์ในคดีอาญา) ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดนี้ก็ดำเนินการให้ความเห็นตามข้อเท็จจริง และตามวิชาการ และให้ความยุติธรรมต่อทุก ๆ ฝ่ายครับ

5. แพทยสภากำลังจะมีการรับสมัครคณะกรรมการแพทยสภาใหม่ ซึ่งคงจะมีการเลือกตั้งภายในสิ้นปีนี้ กลุ่มของพวกเราขอเสนอให้เพื่อน ๆ ได้กรุณาพิจารณาดังนี้ครับ:(1)พินิจ หิรัโชติ (2)ศุภชัย โชติบุตร (3)สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (4)อรุณ โรจนสกุล (5)สมพล พงศ์ไทย (6วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ (7)เสรี หงษ์หยก (8)กวี ชัยศิริ (9)เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ ผมขอให้เพื่อน ๆ ช่วยพิจารณาด้วยครับ รัก & ห่วงใยเพื่อนร่วมวิชาชีพ (นายแพทย์เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์) E-mail : ramhospital@hotmail.com

คนที่ 3-จากกระทรวงสาธารณสุข
5 กันยายน 2549 (คัดมาบางส่วน)
นายอนุทิน ชาญวีระกุล
รมต.ช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่า

“อย่างกรณีที่หมอฟันรักษาเด็ก ที่กระทรวงต้องจ่ายเงินค่าเสียหายถึง 4 ล้านบาทตามคำสั่งศาล พอไม่ให้ก็นำเด็กมานอนประท้วงหน้ากระทรวงทุกวัน ซึ่งการที่ตนยอมให้กระทรวงจ่ายเงินค่าเสียหาย 4 ล้านบาทไปเพราะด้วยความเห็นใจ และไม่รู้ว่าพ่อและแม่เด็กเป็นคนไม่รู้จักพอ เพราะเมื่อกระทรวงดูแลให้เป็นอย่างดีแล้วก็อยากให้กระทรวงดูแลมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ตนได้มอบนโยบายไปแล้วว่า ต่อไปนี้หากมีปัญหาการฟ้องร้องขึ้น ทางหน่วยงานในพื้นที่จะต้องไม่มีการเอาหูไปนาเอาตาไร่ และควรมีนิติกรประจำสาธารณสุขจังหวัด เพราะเมื่อศาลตัดสินไปแล้ว โอกาสชอบของกระทรวงในการต่อสู้จะหมดลง

ดังนั้นเมื่อมีสิ่งผิดปกติขึ้น จะต้องรายงานส่วนกลางทันทีเพื่อเตรียมต่อสู้ทางคดี เพราะเชื่อว่าแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยต่างต้องการรักษาให้ผู้ป่วยหาย มีเจตนาที่ดีแต่กลับถูกฟ้องร้อง กลายเป็นเรื่องบันทอนขวัญกำลังใจ

“หากผมยังอยู่ในตำแหน่ง ผมรับประกันว่าจะไม่มีการจ่าย 4 ล้านบาท เป็นรายที่ 2 อีก ซึ่งผมยืนยันที่จะสู้ขาดใจ เพราะครั้งที่แล้วผมเห็นเด็กแล้วทนไม่ไหวและเห็นว่าศาลได้มีคำตัดสินไปแล้ว” นายอนุทินกล่าว

ภาพนี้ขอมอบให้กับ
ผู้มีอำนาจทั้งหลายในระบบสาธารณสุขไทย

อยากรู้ว่า..ทั้งแพทยสภา ทั้งกระทรวงฯ เห็นพวกเราเป็นอะไรตัวป่วน ตัวปัญหา หรือศัตรูพวกเราอุตส่าห์หนีร้อนไปพึ่งเย็น แต่พวกท่านกลับทำให้เรารู้สึกว่า ท่านกำลังประกาศศึกกับคนไข้ กลายเป็นเราหนีเสือปะจระเข้อันคนไข้นั้นจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด แค่พวกท่านไม่ให้เวชระเบียน พวกเราก็ไม่มีทางสู้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบที่แสดงให้เห็นว่าพวกท่านตีราคาชีวิตของคนไข้ไทยไว้แค่ไหน?

คำเตือน..!

คนไข้ไทยทุกคน..ท่านจงรับรู้ไว้ด้วยว่าวันหนึ่งหากท่านต้องเจ็บไข้ได้ป่วยหากเกิดความเสียหายจากการรักษาพยาบาลขึ้นมาท่านจะต้องตกที่นั่งลำบากเหมือนพวกเรา ต่อไปท่านอาจจะขอสำเนาเวชระเบียนไม่ได้เวชระเบียนของท่านอาจจะถูกส่งไปแก้ไขให้สวยหรู ท่านจะถูกปิดกั้นหนทางการต่อสู้หาความเป็นธรรม ท่านจะต้องถูกบีบต่อรองราคาชีวิตหรือความพิการ จนแทบไม่เหลือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

หรือ
ท่านอาจถูกฟ้องกลับจากทีมทนายแพทย์ที่เชี่ยวชาญของกระทรวงฯ แพทยสภาและแพทยสมาคม
เขาอาจจะระดมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาสู้กับท่าน
ต่อไปท่านอาจกลายเป็นคนผิดเสียเองเนื่องจากบังอาจสู้กับหมอสู้กับแพทยสภาซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของร.พ.เอกชนที่มีทั้งอำนาจเงิน อำนาจรัฐอยู่ในมือ

นี่คือเรื่องจริงที่อาจจะเกิดขึ้นได้
พวกเราคนไข้นั้นเสียชีวิตเสียอวัยวะ คุณหมอแค่เสียหน้า ยอมรับผิดบ้างไม่ได้เลยหรือ? มันเทียบกันไม่ได้เลยนะคุณหมอ

ข้าพเจ้ารู้ดีว่า
ทั้งในกระทรวงสาธารณสุข และแพทยสภานั้นมีคนดี ๆ อยู่ไม่น้อย จึงขอเรียกร้องให้พวกท่านกล้าหาญลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของสังคมด้วยเถิด เพราะตราบใดที่ความเป็นธรรมไม่มี สันติสุขไม่มีวันเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน


No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ