• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

คำบอกเล่าของคู่ชีวิต


หนังสือเล่มนี้ผมมีส่วนอยู่หน่อยหนึ่ง ในฐานะเป็นตัวละครที่มักจะอยู่ข้างหลัง ไม่ค่อยได้แสดงตัวเท่าไหร่ ตอนที่ผมตัดสินใจหันทางชีวิตของครอบครัวมาพัวพันจนมีเรื่องราวมากมายเช่นทุกวันนี้ ก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ออกหนังสืออย่างนี้มาเผยแพร่ ซึ่งจะทำให้ครอบครัวเราที่มีชื่อเสียงหน้าตาในสังคมอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้มีเพิ่มมากขึ้น ไม่ปลื้มเลยกับสภาพนี้ เมื่อเทียบกับส่วนของชีวิตครอบครัวที่เสียไป และเชื่อว่าไม่มีใครอยากเลียนแบบความมีชื่อเสียงอย่างนี้

แต่ผมก็คิดว่าคุ้มนะกับส่วนที่ได้ให้ลูก เพราะได้โอกาสที่ดีมากที่จะสอนลูก คือได้สอนให้คิด ได้ชี้ให้เห็นและได้บอกให้รู้ว่า สังคมมนุษย์ในประเทศนี้มีทั้งด้านที่โหดร้ายและด้านที่สวยงามอยู่ด้วยกัน มีทั้งด้านที่อุดมไปด้วยมนุษยธรรม ซึ่งพ่วงน้ำใจไมตรีแบบไทยๆ และด้านที่เป็นอมนุษย์ ที่อธิบายได้ด้วยคำในภาษาไทยเฉพาะบางคำเช่น บัดซบ สถุล ถ่อยและไพร่

คำเหล่านี้มีอธิบายย่อ อยู่ในพจนานุกรมฉบับอินเตอร์เน็ตของราชบัณฑิตยสถาน แต่สำหรับครอบครัวของผม ซาบซึ้งกับคำเหล่านั้นเกินเลยไปลึกมาก ซึ่งผมถือว่าดีที่ได้สอนลูก เพื่อเติมความเป็นมนุษย์ที่ดี และเลี่ยงให้ไกล ๆ จากความเป็นอมนุษย์ มันเป็นเรื่องสำคัญเสียยิ่งกว่าการพยายามมีชื่อเสียง มีหน้ามีตาและฐานะการเงิน

ขอชมผลงานชิ้นนี้ของคู่ผมในย่อหน้านี้ว่า ทุ่มเทจนไม่รู้วันรู้คืนเพื่อ พิมพ์ แก้ ฉีกทิ้ง พิมพ์ใหม่ วนเวียนไปมาตามแรงความตั้งใจที่ดี และตามคำแนะนำ/ข้อโต้แย้งจากอีกหลาย ๆ คนที่เป็น หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ทนาย อาจารย์ทางกฎหมาย อดีตผู้พิพากษา และสื่อมวลชนที่ยื่นมือเข้าช่วย ซึ่งกว่าจะยอมปล่อยต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ไป อยากบ่นไว้ที่ตรงนี้ว่า เป็นเรื่องยากมาก มาก และมากที่จะพยายามบอกเล่าเรื่องจริงให้ได้เยอะที่สุด (ซึ่งไม่ครบทั้งหมด) โดยไม่พาตัวเราเองไปเฉียดคุก หรือทำความเดือดร้อนให้กับผู้ที่ไม่มีส่วนรู้เห็น และ/หรือไม่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งต้องขอแสดงเจตนาไว้ที่ตรงนี้

และอยากบอกเล่าถึงมูลเหตุที่ตัดสินใจค้าความ กับทางกลุ่มหมอ ของโรงพยาบาลคู่กรณีในตอนนั้น ซึ่งนอกจากเรื่องตะลบตะแลงบิดเบือนที่พบตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้าไปขอให้รับผิดชอบช่วยเหลือการรักษาแล้ว ยังมารู้ทีหลังจากหมอคนกลางผู้เชี่ยวชาญควบกับตำราแพทย์ที่ระบุชัดว่า มีวิธีรักษาซึ่งเสียค่าใช้จ่ายไม่มากเพียงแต่ทำให้ทันท่วงทีเสียตอนนั้นเรื่องก็จบ ซึ่งหมอทั้งกลุ่มนั้นอยู่ในวิสัยและหน้าที่ที่รู้วิธีรักษา และอยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะทำได้ แต่ไม่ทำและไม่บอก และทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคนไข้ต้องเสี่ยงชีวิตหากไม่ทำ กลับปล่อยให้พ่ออย่างผมเสี่ยงนำชีวิตลูกชายคนแรกอายุแค่ 3 อาทิตย์พาไปเร่ร่อนรักษาโดยไม่รู้ว่าเป็นอะไร

ให้ผมได้รับรู้ว่าเสียงร้องโหยหวนของลูกตัวเองอายุเพียง 3 อาทิตย์ เมื่อโดนเข็มสูบเลือดปักเข้าที่สะโพกสด ๆ โดยไม่มียาสลบ 2 ครั้งติดกันมันเป็นอย่างไร? ให้ได้รับรู้ว่าการดูแลลูกอายุ 1.5- 4 ขวบที่ต้องอยู่ในเฝือกหุ้มจากหน้าอกจรดหัวเข่า รอบละ 7-8 เดือนหลายรอบติดต่อกัน มันมีรสชาติอย่างไร?

และที่ทำให้ผมจำได้ไม่ลืมคือ สายตาของผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่จ้องลูกชายผมในเฝือกเมื่อพาไปขอพบครั้งแรกหลังผ่าตัด ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเจอะเจอสายตาแบบนี้ จากหมอที่ผมเห็นออกรายการทีวีอยู่จนเจนตา ดูเป็นหมอที่น่าเชื่อถือ แต่ที่เจอตอนนั้นกลับเป็นสายตาเสมือนกับตาของเสือของสิงห์ ที่จ้องเหยื่ออย่างที่เห็นในหนังสารคดีชีวิตสัตว์ เป็นสายตาแบบเดียวกับหมอหญิงอีกคนในที่ประชุมวันที่ไปพบผู้อำนวยการ ซึ่งแกเป็นหมอเด็กที่ประกาศกลางที่ประชุมว่า เพาะเชื้อในเลือดของลูกชายผมแล้วไม่พบ (มารู้ทีหลังว่าเจาะเลือดและสรุปผลเพาะเชื้อในวันเดียวเท่านั้น)

และสายตาแบบที่หมอโรคกระดูกอีกคน ที่จ้องลูกผมในที่ประชุมขณะอธิบายด้วยศัพท์แพทย์ภาษาอังกฤษ เพื่อชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกผม ซึ่งทั้งผม อุ้ยน้องสาวและน้าสาวที่ไปด้วยฟังไม่รู้เรื่อง แล้วผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรุปปิดท้ายว่า ไม่ใช่เรื่องที่เกิดจากทางโรงพยาบาล จึงรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเป็นการติดเชื้อที่มาจากในอากาศ เหมือนการติดเชื้อไข้หวัดซึ่งไม่สามารถป้องกันได้

ณ ขณะนั้นผมก็เห็นแล้วว่าเจอกับการตะลบตะแลงซึ่ง ๆ หน้า จากคนในอาชีพหมออย่างน้อย 5 คนในที่ประชุมหมอและพยาบาลกว่า 20 คนในวันนั้น

รู้ทั้งรู้ว่าเจอกับอะไรอยู่..และขนาดไหน?
คิดไปทันทีว่าหากสานเรื่องต่อ..ก็ยากมากที่จะชนะ
และจะสิ้นเปลืองทรัพยากรของครอบครัวมากแค่ไหน

แต่ถ้าไม่สานต่อผมก็จะกลายเป็นพ่อที่ไม่สู้เพื่อลูก เป็นสามีที่ไม่กล้าป้องเมียตัวเอง ผมคงต้องเอาปี๊บคลุมหัวเมื่อลูกชายโตขึ้นและถามผมว่า..ทำไมป๊าไม่สู้?

มาถึงวันนี้ผมก็ขอบอกว่า..ไม่ได้เสียใจเลยที่ได้ร่วมทำไป
และอยากบอกคนที่เป็นพ่อทุก ๆ คนว่า
ถ้าจำเป็นก็ต้องแสดงความเป็นพ่อ
เป็นสามีที่สู้เพื่อลูกเมียตามสมควรแก่เหตุ
อย่างน้อยก็เพื่อบอกให้ใครบางคนรู้ว่าเราเป็นคนไทยที่รักสงบ
แต่ถึงรบก็ไม่ขลาด ถ้าจำเป็น



No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ