• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

ผลของคดีฟ้องแพทยสภาทั้งคณะ

คดีนี้ใช้เวลาต่อสู้นาน 6 ปี (สิ้นสุดแล้ว)
อาญาหมายเลขแดงที่ 2725/2546

11 กุมภาพันธ์ 2546
ยื่นฟ้องแพทยสภา 33 คนทั้งคณะเป็นคดีอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

25 กันยายน 2546
ศาลชั้นต้น - ไม่รับฟ้อง - คดีไม่มีมูล

20 เมษายน 2548
ศาลอุทธรณ์ - ไม่รับฟ้อง - คดีไม่มีมูล
ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีประโยคหนึ่งระบุว่า “..ถึงแม้จะปรากฏว่าแพทยสภาช่วยเหลือแพทย์ที่ทำผิดแต่ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะกรรมการแพทยสภาไม่ใช่เจ้าพนักงานของรัฐ”

วันไปยื่นฟ้องที่ศาลจังหวัดนนทบุรี
ถิ่นของจำเลยเขา
มีหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" ไปทำข่าวฉบับเดีย


คดีนี้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีแพทย์ 3 ท่านเบิกความเป็นพยานให้ข้าพเจ้า

1.น.พ.วิชัย โชควิวัฒน
อดีตกรรมการแพทยสภา 9 สมัย 18 ปีติดต่อกัน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา หนึ่งในผู้ขุดคุ้ยคดีทุจริตยา อดีตเลขาธิการแพทยสภา ฯลฯ ท่านนี้มีชื่อเสียงในด้านมีความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ท่านเบิกความฟันธงว่าแพทยสภาตัดสินผิดพลาด มีความเอนเอียงเข้าข้างแพทย์ด้วยกัน กรณีของข้าพเจ้านี้เป็นคดีที่มีมูล

2.ศ.นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร
อดีตอุปนายกแพทยสภาคนที่สอง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกเด็ก คณบดีคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานชมรมโรคกระดูกเด็กแห่งประเทศไทย ท่านนี้เบิกความว่ามีความผิดพลาดในขั้นตอนการรักษา วินิจฉัยล่าช้า

3.น.พ.เทพ เวชวิสิฐ
แพทย์ผู้รักความเป็นธรรม เบิกความฟันธงว่า คดีนี้แพทย์ผู้รักษามีความผิดพลาด ประมาทเลินเล่อ เป็นสาเหตุให้เด็กพิการ

ทั้ง 3 ท่าน ไม่เคยสนิทสนมกันเป็นส่วนตัว เบิกความสอดคล้องกัน เสี่ยงต่อการถูกฟ้องอาญา หากเบิกความเท็จ

ปกติเมื่อศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ไม่รับฟ้อง ยากที่ศาลฎีกาจะรับฟ้อง หลายคนเตือนข้าพเจ้าว่าอย่าหวัง ไม่อยากให้ผิดหวัง “ฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่มีทางชนะ” จะไม่ให้หวังได้อย่างไรสู้มาจนป่านนี้ เจ็บก็เจ็บคนเดียว..บ้าก็บ้าคนเดียว ข้าพเจ้ายังไม่หมดหวัง กฎหมายต้องมีช่องมีทาง ทำไมข้าพเจ้าต้องยอมแพ้ให้สิ่งที่ไม่ถูกต้อง เดี๋ยวเขาก็ได้ใจไปทำกับคนอื่น ๆ ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้สังคมเจ็บปวดเหมือนครอบครัวข้าพเจ้าอีก
เหนือสิ่งอื่นใด..ข้าพเจ้ายังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ก็ต้องจบแบบนี้แหละ ไม้ซีกงัดกับไม้ซุง
แต่สังคมรับรู้แล้วว่า แพทยสภาผิด!
เพราะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนตัดสินแล้วว่า "ผิด"
่จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้อีกแล้ว

ในที่สุดมีผู้รู้บอกว่า ให้ยื่นคำร้องขอให้ท่านผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่ง ที่เคยตัดสินคดีของข้าพเจ้าในชั้นต้นกับชั้นอุทธรณ์ ช่วยรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้ ฎีกาจึงจะขึ้นสู่ศาลสู

ข้าพเจ้าคิดในใจว่า ”แล้วใครจะยอมกลับลำมาเมตตาข้าพเจ้าล่ะ” ยิ่งคิดก็ยิ่งกดดัน เครียด เกิดความคิดจะเอาฎีกาไปเผาที่หน้าศาลจังหวัดนนท์ประชดศาล ตั้งใจจะติดคุกให้จบเรื่องจบราวกันไป แต่ก็แค่คิดบ้า ๆ ไม่ได้ทำ ห่วงว่าถ้าติดคุกใครจะดูลูก ใครจะทุบขาให้เขา ติดคุกแล้วแพทยสภาก็คงหัวเราะชอบใจ เดชะบุญสวรรค์มีตามีผู้พิพากษาท่านหนึ่งรับรองฎีกาให้ ข้าพเจ้าดีใจเป็นที่สุด ทำให้มีกำลังใจจะสู้ต่อไปอย่างยิ่ง

ในการต่อสู้กับคนที่มีอำนาจเหนือกว่าทุกด้านนั้น หลายครั้งข้าพเจ้ารู้สึกว่า เหมือนคนว่ายน้ำอยู่กลางมหาสมุทร มองอย่างไรก็ไม่เห็นฝั่ง ได้แต่ปลอบใจตัวเองอยู่เสมอว่า “คุณค่าของมัน...อยู่ที่การได้สู้อย่างเต็มกำลังแล้วต่างหาก”

ข้าพเจ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ให้ศาลฎีกาประทับรับฟ้อง
แล้วคนไข้ที่ถูกมองว่าเป็น “นางปีศาจร้ายวงการแพทย์” คนนี้
จะนำสืบเองว่า”แพทยสภา”ที่ผ่านมานั้น
ละเว้นและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอย่างไรตามคำฟ้อง

คดีนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนไข้ไทยทั้งประเทศ จะเป็นบรรทัดฐานต่อวงการแพทย์ไทย ที่ผ่านมาข้าพเจ้ากลัวไปหมด เพราะคู่กรณีแต่ละท่านล้วนเป็นคนใหญ่คนโต อายุก็เป็นปู่ย่าตายายกันทุกคน แต่ครั้นเห็นพฤติกรรมของท่านเหล่านั้นนานวันเข้า ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าิต้องแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด แพทยสภาต้องไม่ทำแบบนี้กับใครอีก

ฟ้องเพื่อสังคมโดยส่วนรวม
แพทยสภาต้องไม่ทำกับใครแบบนี้อีก

20 พฤษภาคม 2548
ยื่นฎีกา

วันที่ 3 ก.พ. 2552
ศาลฎีกาพิพากษาไม่รับฟ้องคำพิพากษาระบุว่า
“..แม้จะเป็นความจริงว่าเป็นการช่วยเหลือแแพทย์ผู้ถูกร้องไม่ให้ถูกลงโทษ ก็มิได้ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือกระทบกระเทือนสิทธิ์ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยตรงแต่ประการใด โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องแพทยสภาทั้ง 33 คน..

ศาลฎีกาบอกว่าข้าพเจ้ากับลูกไม่ใช่ผู้เสียหาย
แต่อีกหลายคดีศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่า คนไข้คือผู้เสียหาย
แล้วข้าพเจ้าจะเชื่อใครดี

ศาลฎีกาท่านบอกว่าข้าพเจ้ากับลูกไม่ใช่ผู้เสียหาย รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย สิ่งที่ต้องทำคือข้าพเจ้าต้องไปแจ้งความดำเนินคดีอาญากับแพทยสภาทั้งคณะ แล้วตำรวจต้องส่งเรื่องไปปปช. ซึ่งข้าพเจ้าคิดดูแล้วคงต้องใช้เวลานานอีกหลายปี และคงต้องเปิดศึกอีกหลายด้าน ชีวิตก็คงหาความสงบไม่ได้แน่ ข้าพเจ้าจึงเลือกที่จะไม่เอาเรื่องกับแพทยสภาต่อ เนื่องจากคณะกรรมการสิทธิฯ มีมติแล้วว่าแพทยสภาผิด สังคมรับรู้แล้วว่าแพทยสภาผิด ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะให้ใครติดคุก เพียงแค่ต้องการปรามไม่ให้แพทยสภาทำกับคนอื่นในสังคมอีก แต่กลับเป็นเหตุให้แพทยสภานำคดีนี้เป็นบรรทัดฐาน ต่อสู้กับผู้เสียหายที่ฟ้องแพทยสภาเป็นคดีอาญา แทบทุกคดี
คดีนี้ใช้เวลานานถึง 6 ปี รอให้ศาลรับฟ้อง
เมื่อศาลไม่รับฟ้อง ก็เลยไม่ได้พิสูจน์ว่าใครผิดใครถูก
คดีสิ้นสุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกา

1 comment:

sarit petcharat said...

เป็นกำลังใจให้คับ

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ