• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

ลูกทุกข์ทรมาน-แม่คือคนไข้หมายเลขสอง

การผ่าตัดครั้งแล้วครั้งเล่านั้น น้องเซ้นต์ได้รับความทุกข์ทรมาน อยู่กับความเจ็บปวด ทั้งใจและกาย เดี๋ยวผ่าตัดเล็ก เดี๋ยวผ่าตัดใหญ่ เดี๋ยวก็กินยานอนหลับ เดี๋ยวดมยาสลบ ล้วนเป็นความเสี่ยงทั้งสิ้น เอกซ์เรย์แบบฉายรังสีบ่อยอันตราย ก็เปลี่ยนเป็นเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ จ่ายครั้งละเป็นหมื่น ฟิล์มเอกซ์เรย์หนาเป็นปีก ๆ เกือบ 100 แผ่น

หลังผ่าตัด ต้องอยู่ในเฝือกตั้งแต่อกถึงปลายขานาน 6 ถึง 7 เดือนหลายครั้งปัสสาวะ-อุจจาระเลอะเข้าไปในเฝือก ก้นเน่า ขาเน่า หลังเน่า
บางครั้งมดเข้าไปในเฝือ
ลูกจะร้องดิ้นด้วยความเจ็บปวดเหมือนถูกน้ำร้อนลวก
ต้องเปลี่ยนเฝือกตัวแล้วตัวเล่า ไม่รู้จักหาย ไม่รู้จักจบสิ้น

หมอเขาดื้อเราเขียนป้ายบอกหมอนะลูก
ว่า เซ้นต์จะไม่ดื้อไม่ซนแล้ว
หมอ
เขาจะไม่ทำให้ลูกเจ็บอีก
สารพัดวิธีที่จะทำให้ลูกหายจากความหวาดกลัว

การเปลี่ยนเฝือก ต้องตัดเฝือกเก่าออกต้องกินยานอนหลับ บางครั้งยังสลบไม่พอหากลูกเผอิญดิ้น ก็ถูกคมมีดตัดเข้าไปที่ขาเลือดสาดกระจาย ข้าพเจ้าอยากกลั้นใจตายไปเสียตรงนั้นให้มันรู้แล้วรู้รอดก่อนเปลี่ยนเฝือกตัวใหม่ ก็ต้องรอให้แผลที่เน่าหายดีก่อนถึงจะทำได้ช่วงรอต้องนอนดึงขาไว้นานนับเดือนบางครั้งกระดูกหลุด ก็ต้องนับหนึ่งผ่าตัดใหม่อีก

หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ เห็นลูกเจ็บปวดทุกข์ทรมาน อย่างแสนสาหัส พ่อแม่นั้นทุกข์ทรมานกว่าหลายร้อยหลายพันเท่า จนไม่รู้จะเอาอะไรมาเทียบ สุขภาพจิตใจน้องเซ้นต์แย่ลงเรื่อย ๆ
เห็นใครใส่ชุดเหมือนหมอ จะร้องกลัวจนตัวสั่น

แม่ไม่เคยห่างลูกได้เลยแม้แต่วันเดียว
เซ้นต์อยากเดิน อยากวิ่งเหมือนเพื่อน ๆ
ทำไม..แม่ไม่ยอมให้เอาเฝือกออกเสียที!

ข้าพเจ้าเองแทบไม่ได้พักผ่อน กลางวันทำงานวันละ 12 ชั่วโมงกลางคืน ต้องไปเฝ้าลูกที่โรงพยาบาลไม่ยอมห่าง จนล้มป่วยผ่ายผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก กินไม่ได้นอนไม่หลับ นั่งที่ไหนก็เหม่อลอยน้ำตาไหลอยู่ตลอดโดยไม่ต้องสั่ง กลายเป็นคนไข้หมายเลขสองไปอีกคน สุขภาพจิตใจของเราสองคนแม่ลูก แย่มาก ๆ

เงินทองหาได้เท่าไหร่ ก็ไม่พอกับค่าใช้จ่าย จนหัวอกหัวใจของข้าพเจ้าแทบไม่เป็นผู้เป็นคน เสียเงิน เสียทอง เสียเวลา เสียการเสียงาน เสียความรู้สึก แต่การผ่าตัดหลายครั้งก็ล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จ กว่าจะสำเร็จได้ลูกต้องเจ็บตัวครั้งแล้วครั้งเล่า หมอที่ผ่าตัดก็ไม่เคยอธิบายให้ฟังว่า สาเหตุที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะอะไร ถามก็ไม่ตอบ เงียบ ซักมาก ๆ ก็เลี่ยงไปพูดเรื่องอื่น หรือไม่ก็หายหน้าไปเลย

จึงทำให้ข้าพเจ้าตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า
จะต้องหาสาเหตุเรื่องนี้ให้ได้

เผลอไม่ได้ เผลอเป็นล้มคว่ำ หน้าฟาดพื้น ปากแตก

การอยู่ในเฝือกนาน ๆ ทำให้ลูกหงุดหงิด เห็นเพื่อนวิ่ง ก็วิ่งตามเขาไม่ได้ หลายครั้งข้าพเจ้าต้องเป็นเท้าให้ลูก ด้วยการอุ้มลูกทั้งเฝือกหนัก ๆ วิ่งตามเด็ก ๆ เพื่อให้ลูกมีความสุข สนุกสนานร่าเริง ได้หัวเราะชอบใจ ลืมความเจ็บปวดไปได้ เป็นครั้งคราว ทำอะไรให้ลูกได้ก็ทำ แต่ผลคือข้าพเจ้าเป็นโรคปวดหลังมาจนทุกวันนี้

บ่อยครั้งที่จับลูกยืนพิง หรือนั่งเบาะเอน กลัวลูกเบื่อนอนพอลูกเห็นเพื่อนวิ่ง ก็ลืมตัวกระดกไปข้างหน้าทั้งเฝือก
ล้มหน้าฟาดพื้น เลือดกลบปาก
ทำให้ข้าพเจ้าอยู่ห่างลูกไม่ได้เลย ไม่เป็นอันทำการทำงาน

สิ่งไหนจะทำให้ลูกมีความสุขลืมความเจ็บปวดได้
ป๊ากับแม่ไม่เคยรีรอที่จะลงมือทำ
รู้ว่าการอุ้มแบบนี้จะทำให้ปวดหลัง แต่เพื่อลูกแล้วเราทนได้

เมื่อถอดเฝือก ขาลูกจะเปลี้ย ไม่มีแรง ลีบเล็กทั้งสองข้าง ต้องหัดเดินใหม่ กว่าจะเดินได้คล่อง ต้องอาศัยเวลาและความเอาใจใส่ของพ่อแม่ ทุกอย่างในบ้านตึงเครียดไปหมด ทุกคนต่างได้รับผลกระทบเหมือนโดมิโน่ล้ม หายใจหายคอไม่เคยโล่ง ชีวิตที่คิดว่าตั้งต้นดีมาโดยตลอดต้องมาประสบชะตากรรมกันเช่นนี้ จนเราตั้งตัวไม่ทัน

ระหว่างนี้สุขภาพจิตใจของข้าพเจ้าย่ำแย่ถึงขีดสุด
ซึมเศร้าเหม่อลอย จะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน ก็ไม่มีความสุข
ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าตัวเองจะตกอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก จึงเริ่มหาที่พึ่งทางใจ เข้าหาธรรมะ สวดมนต์ไหว้พระประคับประคองจิตใจ กลัวตัวเองเป็นบ้า กลัวจะไม่มีคนดูลูก พยายามคิดว่าเป็นกรรมเก่าอย่างที่คนรอบข้างบอกให้คิด บางครั้งก็ทำใจได้ บางครั้งก็ทำใจไม่ได้ เพราะในใจคิดอยู่ตลอดว่า“มันไม่ใช่เรื่องกรรมเก่า มันเป็นเรื่องของคนไม่มีความรับผิดชอบต่างหาก”

ข้าพเจ้าเริ่มหาทางออกใหม่ให้กับชีวิต หันไปทุ่มเทกับการทำบุญอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง สร้างพระ สร้างโบสถ์ จัดผ้าป่า จัดกฐิน ไถ่ชีวิตโคกระบือ ใครชวนทำบุญอะไรไม่เคยพลาด เพื่อลูกเพื่อความสบายใจของตนเอง หมดเงินหมดทองไปมากมาย “ดีกว่าการไปกินเหล้าเมายา” ข้าพเจ้าคิดเข้าข้างตัวเอง

ในที่สุดการหลงทาง การเข้าหาธรรมะ การทำบุญกุศล
ทำให้ข้าพเจ้ามีสติคิดได้ว่า “ธรรมะคือความถูกต้อง”
สิ่งที่ค้างคาในใจของข้าพเจ้าเหมือนถูกปลดปล่อย ข้าพเจ้าคิดถูกมาตลอด จึงตัดสินใจวันนั้นเลยว่า "
แม่จะเริ่มต้นตามหาความถูกต้อง
ทวงถามความยุติธรรมให้ลูก"
แม้สามีและญาติพี่น้องจะทัดทานไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งก็ตาม

ด้วยข้าพเจ้าคือผู้ให้ชีวิตลูก
ดังนั้นมันคือความรับผิดชอบของ “แม่”
ที่พึงมีต่อลูกไปตลอดชีวิต

No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ