• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

สิ้นคำพิพากษา - บ้านถูกยึดขายทอดตลาด

14 ตุลาคม 2547
ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาคดีที่ข้าพเจ้าฟ้องโรงพยาบาลพญาไท 1 ข้อหาละเมิด ว่าทำคลอดและดูแลหลังคลอดด้วยความประมาท ปราศจากความระมัดระวัง จนเป็นเหตุให้บุตรชายของข้าพเจ้า ต้องมีขาข้างซ้ายพิการไปตลอดชีวิต

ที่ผ่านมา..ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาว่าคดีหมดอายุความ จึงยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าใครผิดใครถูก ดังนั้นวันนี้จึงเป็นวันที่ครอบครัวของข้าพเจ้ารอคอย เรารอมานาน..แสนนานหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า ต้องได้รับความยุติธรรมอย่างแน่นอน เพราะดิ้นรนทุ
วิถีทาง จนข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า คดีนี้มีมูล จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

13 ปีที่เรารอคอย
วันนี้..วันที่ความจริงจะปรากฏ เหนื่อยมานานมากแล้ว
รางวัลแห่งความเหนื่อยล้า ความทุกข์ยากมันต้องหอมหวานสินะ

ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้ มันถึงกับทำให้ข้าพเจ้าผุดลุกผุดนั่ง กินไม่ได้
นอนไม่หลับ มานานนับอาทิตย์เลยทีเดียว นั่งมองลูกมองไปรอบ ๆ บ้านที่ทรุดโทรม แตกร้าว มองเอกสาร แฟ้มต่าง ๆ มากกว่า 10 แฟ้ม สู้คดีมาเกือบครึ่งชีวิต มีแต่เอกสาร เอกสารและเอกสาร ถ้าวันนี้ชนะคดีแล้วข้าพเจ้าจะเก็บมันไปไว้ที่ไหนดี เดินไปเดินมา

ถ้าชนะจะเริ่มชีวิตใหม่อย่างไร
หมอนเก่า ๆ ผ้าห่มขาด ๆ จะซื้อใหม่ดีมั้ย
แต่ถ้าแพ้ล่ะจะรู้สึกอย่างไร จะทำอย่างไร จะทำใจ
ได้มั้ย จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร
ข้าพเจ้าได้แต่คิด..คิด และคิด..แต่ก็ไม่มีคำตอบให้ตัวเอง

ลูกสองคนตื่นเต้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากชนะคดีเขาสองคนหวังจะได้เจอหน้าพ่อที่จากไปนานถึง 3 ปี สองคนคุยกันเสมอว่า ป๊าจะจำเราได้มั้ย เราสองคนโตขึ้นเยอะเลย เฮียเซ้นต์สูงกว่าแม่แล้ว หลิงหลิงก็สูงเกือบจะเท่าแม่แล้ว หนูจะกระโดดหอมป๊าเป็นคนแรกเลย ข้าพเจ้าพลอยยิ้มอย่างมีความสุขไปด้วย กับจินตนาการของลูก แต่ลึก ๆ ในใจข้าพเจ้าวิตกกังวลอย่างบอกไม่ถูก


ข้าพเจ้าขออนุญาตจากโรงเรียนพาลูกไปศาลด้วย เราสามคนไม่เคยทิ้งกัน รับรู้ทุกข์สุขซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ยามนี้ลูก 2 คนคือกำลังใจชั้นยอดของข้าพเจ้า เฮียเซ้นต์ ดูจะตื่นเต้นมากกว่าหลิงหลิง เพราะเป็นเรื่องของเขาโดยตรง เขาเป็นคนไม่พูดมาก แต่เดี๋ยวก็เดินมาหอมแม่ เดี๋ยวก็กอดแม่ แม่รู้..ว่าเซ้นต์มีความหวัง หลิงหลิงคนรู้ใจปลอบแม่เก่ง บอกเสมอว่า “แม่ขาห้ามเป็นลมนะคะหนูจะอยู่ใกล้ ๆ แม่ต้องเข้มแข็งนะ เราต้องได้รับความยุติธรรมอย่างแน่นอน แม่เชื่อหนูนะคะ”

เช้านั้นข้าพเจ้าทำบุญใส่บาตร สวดมนต์ไหว้พระ อาบน้ำ แต่งตัว ทำจิตใจให้สงบนิ่ง สามีโทรมาจากอเมริกา แบบไม่ให้กำลังใจเลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น “เฮียขอให้อุ้ยทำใจ” ประสบการณ์ชีวิตดูเหมือนจะสอนให้เขาไม่หวังกับสิ่งที่ข้าพเจ้าต่อสู้ไขว่คว้า แต่เขาก็ไม่ขัดขวาง ข้าพเจ้าบอกเขาว่า ให้เฮียเตรียมตัวเก็บเสื้อผ้า ถ้าชนะคดีให้รีบกลับเมืองไทย..เพื่อเป็นของขวัญให้ลูก

พอไปถึงศาลก็มีทั้งสื่อมวลชน, เพื่อนผู้เสียหาย, เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, นักศึกษาคณะสตรีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเพื่อนผู้เสียหายหลายคนไปให้กำลังใจเต็มห้องพิจารณาคดี ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจอย่างยิ่ง ทำให้รู้ว่าบัดนี้ข้าพเจ้าไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป ไม่ได้สู้แค่เพื่อตัวเองกับลูกแล้ว สังคมก็ต้องการให้ข้าพเจ้าสู้เพื่อพวกเขาด้วย

เมื่อถึงเวลาศาลนั่งบัลลังก์
รพ.พญาไท 1 ส่งตัวแทนมาคนเดียว ข้าพเจ้าลุกยืนขึ้นฟังคำพิพากษาด้วยความมั่นใจ ในใจคิดว่าเราต้องชนะอย่างแน่นอน ก็เราเป็นฝ่ายถูกกระทำมาโดยตลอดนี่นา ฟังศาลท่านอ่านคำพิพากษาไปเรื่อย ๆ นานมากเหงื่อออกปุด ๆ ใจเต้นโครม ๆ แอร์ไม่เย็นเลย พอจับใจความได้ หัวใจของข้าพเจ้าก็เริ่มสลายไปเรื่อย ๆ หูเริ่มอื้อไปหมด ฟ้ามันมืดไปหมดแล้ว ข้าพเจ้ามองไปที่ พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง แล้วพร่ำอยู่ในใจว่า

”ในหลวงเจ้าขา..ช่วยข้าพระพุทธเจ้าด้วย”

ข้าพเจ้ารู้สึกสิ้นหวัง ศาลท่านพูดอะไรข้าพเจ้าไม่ได้ยินแล้ว เดาออกหมดแล้ว รู้สึกเจ็บปวดตรงหัวใจแทบทนไม่ได้ หายใจติดขัด วินาทีนั้นโลกมันมืดไปหมด ไม่มีแรงยืน เหมือนไฟในห้องพิจารณาคดีมันดับ คนที่ไปให้กำลังใจเขาบอกว่า ข้าพเจ้าล้มตึงลงไปกลางศาล

นี่หรือ..คือความยุติธรรม แม่ครับ..อย่าร้องไห้!

เมื่อข้าพเจ้าล้มลงทุกอย่างดูโกลาหลไปหมด พอรู้สติ อยากจะกลั้นใจตายไปเสียให้มันจบมันสิ้น "ลูกจ๋าอยู่ไหน"ข้าพเจ้าร้องไห้ไม่ออกตัวชาไปหมด หลายคนช่วยกันเอายาดม พัดวี วุ่นวายไปหมด ข้าพเจ้าดูข่าวย้อนหลัง ได้รู้ได้เห็นว่าเซ้นต์กับหลิงหลิงร้องไห้อยู่กับแม่ตลอด แม่สงสารลูกเป็นที่สุด นี่แม่ทำร้ายหัวใจลูกหรืนี่โถ..ลูกแม่ ใครจะรู้ได้ว่าหลังสิ้นคำพิพากษาแล้ว หัวใจดวงน้อยสองดวงของแม่ ต้องแหลกสลายไปกับหัวใจของแม่ด้วย

13 ปี..ที่ครอบครัวเรารอคอย มันจบลงอย่างนี้เองหรือ
เท่านี้เองหรือง่าย ๆ อย่างนี้หรือแค่คำว่า ”หมดอายุความ” เท่านี้เองหรือ

ข้าพเจ้าเหนื่อยมากแค่ไหน กับการทุ่มเทมาเกือบครึ่งชีวิต ข้าพเจ้าทำใจยอมรับไม่ได้ แต่ก็ต้องฝืนใจอย่างยากลำบาก ยอมรับ “กติกาของสังคม” ทั้งที่ไม่เคยเห็นด้วยกับคำตัดสิน ในชีวิตนี้..อะไรที่ไม่ถูกต้องข้าพเจ้าไม่ทำ ข้าพเจ้าพยายามต่อสู้ทุกวิถีทาง ตามหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่ครอบครัวข้าพเจ้ากลับถูกทำร้ายซ้ำเติมครั้งแล้วครั้งเล่า หรือว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่ชาวไทยทุกคนต้องยอมรับว่าอย่าไปสู้เลย ปล่อยไปตามเรื่องตามราวดีกว่าเหมือนที่ผ่าน ๆ มา

หรือข้าพเจ้าต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ข้าพเจ้านี่แหละที่เป็นตัวตลกตัวจริงของสังคม ข้าพเจ้าควรจะสงบปากสงบคำ ยอมรับว่าทุกอย่างมันเป็นเวรเป็นกรรม ก้มหน้าก้มตาเลี้ยงลูกไป แล้วข้าพเจ้าอาจจะไม่ต้องสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตอย่างทุกวันนี้

ลูกจ๋า..แม่ทำใจไม่ได้ ความยุติธรรมมันจบลงอย่างนี้เองหรือ

หลังจากที่เพื่อน ๆ ที่ไปส่งที่บ้านกลับกันหมดแล้ว เราสามคนแม่ลูกทำอะไรไม่ถูก เรามองหน้ากันไม่มีคำพูดใด ๆ แต่เรารู้ว่า “นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับ” ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ทุกอย่างมันสลายไปกับตา เราปิดประตูหน้าต่างแล้วก็กอดกันร้องไห้ดัง ๆ ข้าพเจ้าขอลูก ๆ ว่า ขอแม่อยู่เงียบ ๆ วินาทีนี้แม่ปลอบลูกไม่ไหว แม่จะแย่แล้ว ลูกปลอบแม่ได้มั้ย ข้าพเจ้าร้องดัง ๆ อย่างสิ้นหวัง ข้าพเจ้าเจ็บปวดเหลือเกิน ทำใจไม่ได้กับความอยุติธรรม ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าในหัวใจลูกคิดอะไร เซ้นต์ทำงานบ้านแทนแม่ หลิงหลิง เอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้แม่ ข้าพเจ้าพูดกับลูกว่า ปล่อยแม่สักวันนะลูก แม่ขออ่อนแอแค่วันเดียวเท่านั้น มันเกินที่แม่จะทนไหว แม่ขอแค่วันเดียวเท่านั้นนะลูก วันพรุ่งนี้แม่สัญญาว่าจะเป็นคนใหม่

เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้านั่งนิ่งอยู่ในที่นอน ยังนึกอยู่ว่าฝันไปหรือเปล่าเหตุการณ์เมื่อวานนี้ แต่มันก็คือความจริงที่ข้าพเจ้าต้องยอมรับและต้องอยู่กับมันให้ได้ ข้าพเจ้าหันไปมองลูก..สองคนนอนหลับ โถ..คนดีของแม่คงทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย

ทำร้ายเรา..ยังไม่พออีกหรือ

พายุพัดกระหน่ำ
ข้าพเจ้ารู้ตัวว่าจะอ่อนแอไม่ได้ จะจมอยู่อย่างนี้ไม่ได้ แต่ก็ไม่ทันได้คิดอะไร ก็มีเจ้าหน้าที่ของกรมบังคับคดีมาถ่ายรูปบ้าน ข้าพเจ้าออกไปถาม เขาบอกว่า “พี่ยังไม่รู้ตัวอีกหรือว่าบ้านพี่จะถูกขายทอดตลาดวันที่ 5 นี้แล้ว” ข้าพเจ้าตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก ตัวสั่นไปหมด กลั้นน้ำตา เดินก้มหน้าหันหลังเข้าบ้าน น้ำตาไหลพรากโดยไม่โต้แย้งอะไรเลย

พายุลูกใหญ่กว่ากระหน่ำซ้ำเติม
สักพัก..ก็มีเจ้าหน้าที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ เจ้าหนี้ที่ยึดบ้านมากดกริ่ง ขอถ่ายรูปในบ้าน-นอกบ้านเพื่อสำรวจทรัพย์ เตรียมขายทอดตลาด ข้าพเจ้าอึ้งจนพูดไม่ออก รีบปิดประตูกลัวเขาเข้าบ้าน ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรดีมองไปทางไหนก็มืดมนไปหมดแต่ก็ไม่มีแรงจะไปยื้ออะไรอีกแล้ว จึงปล่อยให้เขาทำได้ตามอำเภอใจ นาทีนี้อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด

ชีวิตนี้ก็มีแค่นี้จริง ๆ เหลือแต่ตัวจริง ๆ แล้ว
นี่คือความเป็นจริง จริงเสียยิ่งกว่าจริง
จะหนีอย่างไรถึงจะพาลูก ๆ ไปให้พ้นจากทุกข์ตรงนี้ได้
มันมาพร้อม ๆ กันเหมือนนัดกันไว้ จะเอากันให้ตายไปเลยหรืออย่างไร
ข้าพเจ้าสติแตกวิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้า ร้องดัง ๆ ร้องสุดเสียง
ปลดปล่อยความทุกข์ เหมือนคนบ้า

มีใครเห็นบ้าง ใครก็ได้ช่วยด้วย!. ช่วยเราที!

ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรดี เหมือนคนตกน้ำใกล้จะจม มองไปทางไหนก็เคว้งคว้างไปหมด มืดแปดด้าน ทำไม ทำไม แต่ก็ไม่มีคำตอบ ไม่มีใครช่วยได้ ข้าพเจ้ากลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลจนเจ็บแน่นหน้าอกไปหมด ฝืนยิ้มแห้ง ๆ ปลอบลูกว่า ลูกขา..บ้านหลังนี้มันคงไม่ใช่ของเรานะลูก มันทรุดโทรมมาก อนาคตแม่จะซื้อบ้านใหม่ที่มีสนามหญ้าให้ลูกอยู่ แม่จะมีห้องส่วนตัวให้ลูกคนละห้องเลยดีมั้ย เราจะได้ไม่ต้องกางมุ้งนอนกันอย่างทุกวันนี้ไง ฝนตกลูกก็ไม่ต้องวิดน้ำกันอีกแล้วไง

ลูกสองคนรู้..ว่าแม่พูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็พยักหน้าเพื่อเอาใจ เวลานั้นแม่ไม่มีคำพูดใดที่จะพูดได้ดีกว่านั้นอีกแล้ว สงสารความรู้สึกลูกจับใจ สองคนน้ำตาไหลอาบแก้ม แม่ขา..เราจะไปอยู่ที่ไหนกัน ลำพังแม่คนเดียวแม่ทนได้ แต่แม่....ทนเห็นลูกทุกข์ทรมานใจอย่างนี้ไม่ได้ ลูกสองคนถูกทำร้ายมามากพอแล้ว ข้าพเจ้าเป็นแม่ที่ใช้ไม่ได้ ปกป้องลูกไม่ได้ ลูกโชคร้ายที่เกิดมาเป็นลูกของแม่ วินาทีนั้นข้าพเจ้าสัญญากับตัวเองว่า จะไม่ให้ครอบครัวเราถูกทำร้ายอยู่ข้างเดียวอีกต่อไป ข้าพเจ้าต้องรีบเข้มแข็ง จะเป็นอะไรไปไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อลูก
“แม้จะไม่เหลืออะไร..แม่ยังมีหนูสองคน..ดวงใจของแม่
คนดีของแม่..ลูกคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่แม่เหลืออยู่”

ข้าพเจ้าสติแตก!
แต่..รู้ตัวว่าบ้าไม่ได้..ตายก็ไม่ได้
ยังมีแก้วตาดวงใจอีก 2 ดวงต้องดูแล

หมดสิ้นเรี่ยวแรง ไม่รู้จะทำอย่างไรดี..กับชีวิตที่เหลือ

ซากศพที่เดินได้..ตายทั้งเป็น
ข้าพเจ้า...ดำรงชีวิตอยู่ต่ออย่างยากเย็น ด้วยความยากลำบาก ร่างกายผ่ายผอมเหมือนผีตายซาก สุขภาพจิตใจย่ำแย่มาก ๆ ลับหลังลูกน้ำตาไหลโดยไม่ต้องสั่ง ลูก ๆ กลัวแม่ทำร้ายตัวเองอยู่ไม่ยอมห่าง ๆลจนอย่าง

ไม่มีแม้แสงสว่างส่องมาให้เห็น
ไม่กี่วันต่อมาข้าพเจ้าได้รับหมายนัดจากศาลอาญา ให้ไปไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ร.พ.พญาไท 1ฟ้องข้าพเจ้าเป็นคดีอาญา “ข้อหาหมิ่นประมาท”ดูเหมือนโชคชะตา จะไม่ปล่อยให้ข้าพเจ้าได้มีเวลาโงหัว ตั้งหลัก หายใจหายคอให้โล่งสักระยะหนึ่งก่อนหรืออย่างไร เขาคงกะจะเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ข้าพเจ้าเก็บเรื่องนี้ไว้ ยังไม่บอกลูก ไม่อยากให้เขาสองคนสะเทือนใจไปมากกว่านี้ โลกของเขาควรจะสดใสมีความสุขตามวัยที่ควรจะได้รับ ขอแม่ทุกข์คนเดียวเถอะนะอย่างน้อยก็ขอทำหน้าที่แม่ให้สมบูรณ์แบบ ชีวิตนี้ไม่คาดหวังอะไรที่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

ข้าพเจ้าทุกข์จนไม่รู้ว่า..จะแบกความทุกข์นั้นต่อไปได้อย่างไร
หัวอกหัวใจแทบไม่เป็นผู้เป็นคน
มันหนักเกินไปหรือเปล่า สำหรับชีวิตลูกผู้หญิงคนหนึ่ง

วันนี้คงเป็นวันที่ฝ่ายคู่กรณีของข้าพเจ้า คงไชโยโห่ร้องกับชัยชนะ “ชัยชนะเหนือผู้หญิงกระจอกคนหนึ่ง”ที่พยายามอดทนต่อสู้กับความอยุติธรรม ที่พวกท่านยัดเยียดให้ วันนี้พวกท่านคงมีความสุขกับการได้ทำบาป ทำร้ายครอบครัวหนึ่งให้ต้องย่อยยับ พังพินาศ และต้องทนใช้ชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก ข้าพเจ้าขอแสดงความดีใจกับเจ้าของโรงพยาบาลพญาไท 1 ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงแพทยสภาทั้งคณะ ที่ได้ร่วมกันสร้างเวรสร้างกรรมกับครอบครัวของเรา

วันนี้..ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม

แก่พวกท่านทั้งหมด ทุกผู้ทุกคน ที่มีส่วนร่วม ขอให้เวรกรรมสิ้นสุดกันแต่ชาตินี้ ภพนี้ และขอให้เราอย่าได้พบได้เจอกันอีก ไม่ว่าชาติไหนภพไหน ขอให้ท่านมีความสุข อยู่รอดปลอดภัย ลูกหลานของท่าน ครอบครัวของท่าน จงอยู่ดีมีสุข อย่าได้ประสบพบพานเหตุการณ์ เหมือนอย่างที่ครอบครัวของข้าพเจ้าพบเจออีกเลย เพราะหากเกิดขึ้นกับกับคนที่ท่านรัก ท่านอาจทนไม่ได้ เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าทนมาตลอด 20 ปี และไม่รู้ได้ว่าต้องทนต่อไปอีกกี่ปี..กี่ชาติถึงจะจบสิ้น

ท่านทายสิว่า จากนี้ไป..ข้าพเจ้าจะอยู่อย่างไร หัวใจต้องทำด้วยอะไรถึงจะทนอยู่ได้ กับปัญหารอบด้านที่รุมเร้า มันจะมีมั้ยคำว่าฟ้าหลังฝน ในเมื่อตอนนี้ ครอบครัวของข้าพเจ้าโดนพายุกระหน่ำลูกแล้วลูกเล่า ไม่มีวี่แววของแสงสว่างส่องมาให้เห็นเลย

ข้าพเจ้า...ดำรงชีวิตอยู่ต่ออย่างยากเย็นด้วยความยากลำบากร่างกายผ่ายผอมเหมือนผีตายซากอยากกลั้นใจให้ตายไปวันละหลายร้อยหนสุขภาพจิตใจย่ำแย่ทุกวันข้าพเจ้าเหม่อลอย...น้ำตาไหล...โดยไม่ต้องสั่งหากไม่มีลูก 2 คนป่านนี้ข้าพเจ้าคงเหลือแต่..เถ้าถ่าน

จาก..ซากศพที่เดินได้
14 ตุลาคม 2547

ใครก็ได้ช่วยที..ลูกจ๋าแม่จะทนไม่ไหวแล้ว
อกแม่แทบระเบิดแล้ว..เจ็บปวดเหลือเกิน
แม่...เป็นแม่ที่ใช้ไม่ได้สู้เพื่อลูกไม่ได้
ใครได้ยินเสียงหัวใจที่เจ็บปวดของข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าจะบ้าแล้ว
จะอยู่อย่างไร? ทำไมโลกมันโหดร้ายอย่างนี้
ทำไมมันมืดมนไปหมด มันไม่น่าอยู่แล้ว..โลกใบนี้
ชีวิตเน่า ๆ ที่เหลือจะทำอย่างไร เข้มแข็งไม่ไหวแล้ว
ครอบครัวเราถูกทำร้าย..มีใครเห็นบ้าง ใครช่วยได้บ้าง
ช่วยเราด้วย..ช่วยเราที!!!

No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ