• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

ร้องเรียนทุกหน่วยงานในประเทศไทย

หลายหน่วยงาน ตั้งขึ้นโดยใช้งบประมานของชาติ เงินภาษีของเรา แต่หลายหน่วยงานกลับไม่ทำงาน หรือลูบหน้าปะจมูกก็เงียบเสีย

คนไข้ไทยจะพึ่งใครได้มากที่สุด ลองมาดูการร้องเรียนของข้าพเจ้า บางครั้งหน่วยงานที่เราคิดว่าน่าจะวางใจและน่าจะพึ่งได้ที่สุด อาจกลายเป็นที่ที่น่ากลัวอย่างที่สุด จะเขียนย่อ ๆ หากเล่ารายละเอียด 3 วันก็ไม่จบ เกรงท่านจะเบื่อกันเสียก่อน

แพทยสภา น่าจะพึ่งได้ที่สุดแต่กลับพึ่งไม่ได้ที่สุด
กองการประกอบโรคศิลปะ แช่เย็น
นายกรัฐมนตรีหลายสมัย เรื่องอยู่ที่ศาลยุ่งไม่ได้
รัฐมนตรีสาธารณสุขหลายสมัย พายเรือในอ่าง
คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขวุฒิสภา ไม่รับเรื่องบอกว่าเรื่องอยู่ที่ศาล
คณะกรรมาธิการอีกหลายกรรมาธิการ รับเรื่องแล้วเงียบ
ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่
องค์การสหประชาชาติ (UN) ไม่ยุ่งกับความขัดแย้งภายในประเทศ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พึ่งได้ที่สุด
สื่อทุกแขนง ยังพึ่งได้ที่สุด
สำนักกฎหมายหลายแห่งในเมืองไทย คุณจะสู้กับใคร..อย่าเลยไม่มีทางชนะ

ขอเล่าเรื่องคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฎร (ปี’45) สมัยนายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล เป็นประธาน จำได้ว่ามี คุณคมคาย พลบุตร เป็นกรรมาธิการด้วย ชุดนี้พึ่งได้ แต่ก็ไม่มีอำนาจบังคับฝ่ายโรงพยาบาลได้ เหมือนยักษ์ไม่มีกระบอง ทนายความของโรงพยาบาลชื่อนายเสริมศักดิ์ เทพาคำ เป็นอดีตผู้พิพากษา บอกว่า “นางดลพรนี้ไม่ได้จนจริง”

ท่านสุวัฒน์บอกว่า “ท่านมีวิจารณญานเพียงพอที่จะรู้ว่าใครพูดจริง-ใครพูดไม่จริง แล้วทำไมต้องให้ศาลสั่งให้เขาจ่ายค่าทนายตั้ง 1 แสนบาท เขาก็ไม่มีจะกินอยู่แล้วลูกก็เป็นแบบนี้”

นายเสริมศักดิ์บอกว่า ”ยังไม่ได้ไปเบิกมาใช้จ่ายเลย” พร้อมรับปากว่าจะไปพูดกับรพ.พญาไท 1 ให้ช่วยเหลือครอบครัวข้าพเจ้า แล้วก็เงียบหายไป

(ฝากถามทีมทนายความของร.พ.พญาไท 1 ว่า ท่านมีความสุข กินอิ่ม นอนหลับสบายดีอยู่หรือ กับเงิน 1 แสนบาท ที่มาจากคราบน้ำตา ความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส ของครอบครัวข้าพเจ้า)

พึ่งสื่อ..ครั้งแรก
3 ปีที่เพียรพยายามขอความเมตตาจาก ร.พ.พญาไท 1 แต่ไม่เป็นผล เดือนกัน
ยายนพ.ศ. 2537 จึงร้องเรียนไปที่แพทยสภา สมัยนั้นยังอยู่แถวเทเวศร์ ตาม
เรื่องก็เงียบไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เมื่อหมหนทางข้าพเจ้าจึงไปร้องเรียนที่
รัฐสภารุ่งขึ้นก็เป็น
ข่าวหน้าหนึ่ง...หนังสือพิมพ์มติชน
ฉบับวันที่ 1 กันยายน 2537

โรงพยาบาลแถลงข่าวปฏิเสธใหญ่โต โกหกว่า
“ไม่ได้ทำคลอดจนเด็กข้อหลุดหรือติดเชื้อ หมอเพาะเชื้อก็ไม่มีเชื้อโรคจึงให้เด็กกลับบ้าน ไม่ได้เป็นผู้ทำให้เด็กติดเชื้อข้อสะโพกเน่าเป็นหนอง จะรักษาให้แต่ต้องจ่ายค่ารักษาปกติ จะลดให้บ้างเพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าสำนึกผิดเพราะไม่ได้ทำผิดพลาดใด ๆ”

โรงพยาบาลอ้างว่า เป็นเพราะข้าพเจ้าพาลูกไปรักษาหลายที่ หมอเลยไม่ได้ดูแลต่อเนื่อง ทั้งที่โรงพยาบาลเองก็รู้แก่ใจดีว่า ลูกข้าพเจ้าข้อสะโพกติดเชื้อเป็นหนองตั้งแต่อยู่ในความรับผิดชอบของ โรงพยาบาลพญาไท 1 แล้ว
ถึงแม้จะเป็นข่าว ทางโรงพยาบาลก็ไม่ยินดียินร้าย ไม่เคยติดต่อแสดงความเห็นอกเห็นใจ หรือแสดงความมีน้ำใจแต่ประการใดทั้งสิ้น ปล่อยให้เรื่องเงียบอย่างเดียว

ความเห็นแพทย์ที่เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ
จากประวัติการคลอดและการรักษา เห็นว่าเด็กอยู่ในควาดูแของ ร.พ.พญาไท 10 วัน กลับบ้าน 4 วันก่อนกลับไปตรวจตามนัดรวม 14 วัน

การที่ ร.พ.พญาไท 1 อ้างว่าจะโทษหมอไม่ได้เพราะไม่ได้ดูแลเด็กอย่างต่อเนื่องนั้น “ฟังไม่ขึ้น” เพราะข้อสะโพกเด็กเป็นหนองตั้งแต่อยู่ ร.พ.พญาไท 1จะโทษโรงพยาบาลอื่น หรือแม่เด็กไม่ได้ โรงพยาบาลอื่นนั้น เขาเอกซ์เรย์เจอหนองและข้อถูกทำลายไปแล้ว การผ่าตัดรักษาก็ทำกันที่ปลายเหตุ

No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ