• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

เมื่อต้องฟ้องหมอทำอย่างไร?

1. ให้ทำแฟ้มคดี ทนายมีเอกสารอะไรให้เรามีสำเนาด้วย 1 ชุด เพื่อช่วยกันดูแลรายละเอียดของคดีความ ถือเป็นการช่วยทนายอีกแรง แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นการก้าวก่ายงานของทนายความเขาด้วย เมื่อต้องสู้คดีต้องเอาใจใส่ตั้งแต่ต้นจนจบคดี ไม่ใช่มอบอำนาจให้ทนายความแล้ว จะปล่อยปละละเลยตามเรื่องตามราว

2. เราเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีความ สามารถไปยื่นคำร้องต่อศาล ขอดูสำนวนของคดีได้ และสามารถยื่นคำร้องขอคัดถ่ายเอกสารทุกฉบับในสำนวนได้ ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายเรา หรือของฝ่ายคู่กรณีที่ยื่นต่อศาล มาเก็บไว้เป็นข้อมูล

3. เมื่อตกลงว่าจ้างทนายความ ควรให้ชัดเจนเรื่อง ค่าทนาย ถามด้วยว่ารวมกับค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ด้วยหรือไม่ เช่นค่าถ่ายเอกสารต่าง ๆ ที่ศาล, ค่านำหมาย, ค่าเดินทางของพยานที่มาเบิกความให้เราที่ศาลท่านจะสั่งให้จ่ายทุกครั้ง, ค่าเดินทางของทนายในกรณีต้องไปสืบพยานที่ต่างจังหวัด เรื่องเหล่านี้ต้องตกลงให้ชัดเจนเพราะอาจทำให้ ทะเลาะกันภายหลังได้

4. อย่าลืมถามทนายความว่า นอกจากค่าทนายแล้ว ต้องมีค่าตอบแทนอะไรอีกหรือไม่หลังจากชนะคดี ควรทำบันทึกกันไว้ให้ดี

5. ก่อนทนายความจะยื่นคำฟ้อง คำแก้คำฟ้อง ในชั้นต่าง า เราต้องขอสำเนามาอ่านดูอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะบางทีอาจจะตกหล่นสาระสำคัญบางอย่างไป (ก่อนตกลงว่าจ้างต้องบอกทนายก่อน ทนายบางคนเขาก็ไม่ชอบลูกความที่ยุ่งกับเขามากนัก)

6. ในการโทรตามเรื่องกับทนายความ ให้ถามเขาทุกครั้งว่าเขาว่างอยู่หรือเปล่า ยุ่งหรือเปล่า จดเรื่องที่จะพูดไว้ แล้วพูดให้เข้าประเด็น ทนายความส่วนมากแล้วงานเขาจะยุ่งมาก เวลาคุยเล่นไม่ค่อยมี ให้เข้าใจว่าทนายความนั้นเวลาปกติเขามักจะอยู่ศาล ควรโทรช่วงพักเที่ยง หรือหลัง 4 โมงเย็น เวลาที่เขาปิดมือถือแสดงว่าอยู่ในศาล

6. หากเราไม่พอใจทนาย หรือทัศนคติไม่ตรงกัน ก็ขอเปลี่ยนทนายได้ สามารถไปยื่นคำร้องขอเปลี่ยนทนายที่ศาลได้ด้วยตนเอง ลูกความกับทนายความ ต้องสามารถพูดคุย ปรึกษากันได้อย่างสบายใจ

7. เมื่อตกลงใจจะมีคดีความแล้ว ต้องทำใจอดทนรอ ความเครียดจากเรื่องต่าง ๆ ที่แทรกเข้ามาในชีวิตจะมีมาก ครอบครัวต้องเข้าใจถึงจะมีกำลังใจที่ดี

8. เอกสารที่เป็นต้นฉบับทุกแผ่นเก็บรักษาไว้ให้ดี อย่าให้สูญหาย

9. เมื่อจำเป็นต้องออกสื่อ ต้องพูดความจริงเท่านั้น ห้ามแต่งเติมใส่ร้ายคู่กรณีเด็ดขาด พิมพ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้นักข่าว ก็จะดีกว่าการพูด

10. หากถูกฟ้องกลับ หากเรามั่นใจว่าเราถูกต้อง อย่ากลัว ให้พูดความจริงทุกครั้งกับทนาย กับศาล

11. เวลาไปศาลแต่งตัวให้เรียบร้อย, ไม่นั่งไขว่ห้าง, ไม่นั่งกอดอก, ห้ามพูดคุยกันเสียงดัง, ปิดโทรศัพท์มือถือ,ไม่เดินเข้าเดินออกห้องบ่อย ๆ, เวลาเบิกความพูดให้เสียงดังฟังชัดเจน

น้องยงยุทธ ปันนินา (น้องโจ้) อายุ 19 ปี
จากจังหวัดแพร่
“น้องโจ้” สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.นเรศวรฯ จ.พะเยา เป็นความหวังของพ่อแม่ที่มีความรู้น้อย ประสบอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชน นอนใส่ท่อหายใจอยู่ ICU ได้ 27 วัน อาการดีจนเดินได้จะกลับบ้านแล้ว หมอสั่งให้ถอดท่อหายใจ ชักตาค้าง แม่เรียกพยาบาลมาช่วย พยาบาลบอกว่าเด็กไม่ชินกับการหายใจเอง เดี๋ยวก็ดีเอง น้องโจ้จึงกลายเป็นสภาพแบบที่ท่านเห็น

ไม่รับรู้อะไรได้...แม้แต่จะเปล่งเสียงเรียก..”แม่”...
หมดอนาคต หมดความหวังจะเป็นแบบเดิมได้อีก
แม่ดวงนภา ปันนินา ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด
เธอต้องดูแลลูกไม่สามารถห่างได้เลย
ลูกคนเล็กต้องออกจากโรงเรียน ช่วยพ่อทำงานรับจ้าง
ตัดสินใจหอบลูกจากแพร่มากรุงเทพฯ
พบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
หวังจะได้รับความเป็นธรรม
หลังฝ่ายโรงพยาบาลเสนอให้รับเงิน 1.5 แสนบาท
กับการไม่เอาเรื่องโรงพยาบาล
สำเนาเวชระเบียนก็ไม่ยอมให้โดยง่าย!

1 comment:

Anonymous said...

ด้วยความเคารพ
คดีน้องโจ้ในพารากราฟสุดท้ายนั้น สาเหตุความพิการ/อาการชักที่ว่า เกิดจากอุบัติเหตุที่น้องประสบมา หรือว่าเกิดจากการกระทำของแพทย์ครับ

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ