• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

ความเป็นมาเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์


เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์
มีสมาชิกทั่วประเทศหลายพันคน มีกรณีที่มีมูลมากกว่า 600 กรณี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2545 เกิดจากการรวมกลุ่มของคนไข้ไทยจาก 4 ประเภทหลักคือบัตรทอง, ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ และจ่ายเงินเอง ที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาลแต่กลับไม่มีระบบใด ๆ มารองรับ เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 ของบัตรทองก็ไม่สามารถบรรเทาความเสียหายระยะยาวและไม่ครอบคลุมคนไข้สิทธิอื่น พวกเราถูกทอดทิ้งให้เผชิญปัญหากันอย่างโดดเดี่ยวและมักถูกบีบบังคับให้รับการเจรจาที่ไม่เป็นธรรม เราคือเสียงที่เจ็บปวดของคนไข้ที่บริสุทธิ์


8 ปีของการรวมกลุ่มต่อสู้ ผู้เสียหายฯ ไม่มีใครอยากฟ้องแพทย์ หรือฟ้องกระทรวงสาธารณสุข พวกเราเข้าใจดีว่าความผิดพลาดเป็นของคู่กันของมนุษย์ เราต่างเห็นใจแพทย์ที่ทำงานหนัก แต่เมื่อพวกเราได้รับความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายแล้ว กลับไม่เคยมีทางออกที่เป็นธรรมให้เราเลือกเดิน การต่อสู้ผ่านกระบวนการยุติธรรมก็เป็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน แพทย์มีอำนาจเหนือกว่าทุกด้าน แต่พวกเราก็ยืนหยัดที่จะสู้ นอกจากจะต่อสู้เพื่อญาติพี่น้องและครอบครัวแล้ว พวกเรายังร่วมกันผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย เพื่อลดการฟ้องร้องต่อบุคคลากรทางการแพทย์อีกด้วย

การทำงานของเครือข่ายฯ

เป็นงานเสียสละเต็มรูปแบบ เป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับหน่วยงานใด ลงขันกันเป็นค่าใช้จ่ายช่วยเหลือกันเองโดยมีกฎเหล็กว่าห้ามรับเงินบริจาค ห้ามเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ จากผู้เสียหายด้วยกันเอง ห้ามเรียกเก็บค่าหัวคิวจากทนายความ แต่มีเงื่อนไขว่า”เราช่วยคุณ คุณต้องช่วยสังคม” เป้าหมายหลักคือ

  1. ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจและช่วยเหลือเพื่อนผู้เสียหาย ให้ได้รับความเป็นธรรม จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนช่วยนำคดีเข้าสู่ศาลเป็นลำดับสุดท้าย
  2. ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวงการแพทย์ไทยในระดับนโยบาย เช่นผลักดันร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ., ผลักดันให้แพทยสภามีคนนอก, ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายเรื่องเวชระเบียนให้ผู้เสียหายสามารถเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที ฯลฯ

เป้าหมาย

ผลักดันร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...สำเร็จ เมื่อคนไข้ไทยมีที่พึ่งแล้ว เราจะประกาศเลิกเครือข่ายทันที

สถานการณ์ปัญหา

หลายกรณีที่แพทยสภามีมติว่าเป็น คดีไม่มีมูล แต่เมื่อเราพึ่งกระบวนการยุติธรรมศาลพิพากษาให้ชนะ เมื่อพวกเราเริ่มได้รับความเป็นธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มทำทุกวิถีทางที่จะเอาชนะคนไข้แม้จะไม่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการฟ้องร้อง ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อแพทยสภา และเกิดความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยขึ้นอย่างรุนแรง การแสวงหาความเป็นธรรมของผู้เสียหายฯ ต้องพบกับปัญหาและอุปสรรคหนักขึ้นไปอีก ดังต่อไปนี้

ปัญาเรื่องเวชระเบียน

เวชระเบียน คือหลักฐานเดียวในที่เกิดเหตุแต่อยู่ในมือสถานพยาบาล ผู้เสียหายฯไม่สามารถขอสำเนาเวชระเบียนเพื่อนำไปตรวจสอบได้อย่างทันท่วงที ทั้งที่มีสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ, พรบ.สุขภาพแห่งชาติ, พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ, พรบ.สถานพยาบาล, และตามคำประกาศสิทธิของผู้ป่วยข้อที่ 9แต่กฎหมายต่าง ๆ เหล่านั้นกลับไม่มีผลในการบังคับใช้ สถานพยาบาลมักกระทำดังต่อไปนี้

1. อ้างคำพูดของนายกแพทยสภาว่า เวชระเบียนเป็นสมบัติของโรงพยาบาลให้ไม่ได้ ทั้งที่ผู้เสียหายต้องการเพียงคัดถ่ายสำเนา ไม่ได้ต้องการตัวจริง

2. ทำรายงานสรุปให้ ซึ่งมักเป็นเท็จขัดต่อข้อเท็จจริง

3. ให้เพียงบางส่วน แต่ไม่ครบ ดึงส่วนสำคัญออก กว่าจะร้องเรียนผ่านหน่วยงานก็ใช้เวลานาน เอื้อให้มีการแก้ไขต้นฉบับ ยากแก่การตรวจสอบ

4. การแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปขอเวชระเบียนให้ มักเป็นไปด้วยความลำบาก

5. มักอ้างว่าเวชระเบียนหาย การต่อสู้คดีโดยไม่มีเวชระเบียนแทบไม่มีหนทางสู้

6. มักท้าทายให้เอาหมายศาลไปขอ ทั้งที่ผู้เสียหายต้องการเพียงตรวจสอบข้อเท็จจริง

7. ตั้งเงื่อนไขให้ผู้เสียหายฯพาแพทย์ที่รู้จักไปพบ แล้วจะอ่านเวชระเบียนให้ฟังว่าโรงพยาบาลไม่ผิดอย่างไร ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ผู้เสียหายทำไม่ได้

8. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ เคยประชุมร่วมกับเครือข่ายฯ ยอมรับว่าไม่มีอำนาจบังคับ ไม่มีอำนาจลงโทษ

9. ปัจจุบันมีการบันทึกเวชระเบียนด้วยคอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งง่ายต่อการแก้ไข

ปัญหากับแพทยสภา

1. มักมีมติว่าเรื่องร้องเรียนของคนไข้เป็น”คดีไม่มีมูล” หลายคดีคนไข้นำไปฟ้องศาลกลายเป็นคดีมีมูลศาลให้คนไข้ชนะ

2. แพทยสภากับหน่วยงานร่วมมือกันตั้งทีมทนาย, ทีมแพทย์ที่จบกฎหมาย รวมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยฯ เอาไว้ช่วยแพทย์ที่ถูกฟ้องโดยตรง มีการประกาศอย่างเปิดเผยรับสมัครแพทย์ที่จบกฎหมายเข้าไปทำงานร่วมทีมจำนวนมาก

3. ส่งเสริมให้แพทย์ที่มีวี่แววว่าจะถูกคนไข้ตรวจสอบ ส่งเวชระเบียนให้ทีมกฎหมายของแพทยสภาที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือแพทย์เพื่อตรวจสอบก่อน แต่ผู้เสียหายฯ ขอกลับไม่ยอมให้

4. จัดอบรมวิธีเขียนเวชระเบียนเพื่อป้องกันการฟ้องร้อง สอนให้นำบันทึกพยาบาล และบันทึกของแพทย์ไปไว้ในหน้าเดียวกัน เพื่อง่ายแก่การตรวจสอบว่าสอดคล้องกันหรือไม่ เนื่องจากหลายคดีที่แพทย์แพ้คดี เพราะรายงานพยาบาลขัดกับรายงานแพทย์

5. จัดอบรมการเบิกความเป็นพยานในศาลให้กับแพทย์ โดยเชิญผู้พิพากษา, อัยการ, ทนายความและบุคคลากรทางการแพทย์ เข้าร่วมด้วย โดยไม่มีการเชิญภาคประชาชนเข้าร่วมแม้แต่ครั้งเดียว

6. แพทยสภาส่งผู้แทนเข้าพบผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความร่วมมือว่าก่อนรับแจ้งความจากคนไข้ต้องขอความเห็นแพทยสภาก่อน ซึ่งสตช.ให้ความร่วมมือออกหนังสือถึงสถานีตำรวจทั่วประเทศเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2549ให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เมื่อตำรวจขอความเห็น แพทยสภาใช้เวลาเพียง 3-6 เดือนก็รีบชี้มูล โดยไม่มีการเรียกผู้เสียหายไปชี้แจงทุกคดีไม่มีมูลแทบทั้งสิ้น ขณะที่ผู้เสียหายร้องเรียน 3-8 ปีก็ไม่ชี้มูล

7. แพทยสภามีความพยายามออกฎหมายไม่ให้มีการฟ้องคดีอาญาแพทย์

8. แพทยสภามีพฤติกรรมแทรกแซงสื่อ ปิดกั้นช่องทางร้องเรียนหาความเป็นธรรมของผู้เสียหาย ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้ “เมื่อคนไข้พบทางตัน จึงหันไปพึ่งสื่อเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของแพทยสภา เรื่องถูกละเมิดสิทธิเรื่องเวชระเบียน ผ่านรายการโทรทัศน์ ขบวนการแก้โกง ช่อง 9 อสมท. มีการอัดเทปไว้ 2 ตอน เมื่อตอนที่หนึ่งออกอากาศ แพทยสภาจัดทีมไปล็อบบี้ช่อง 9 อสมท.ไม่ให้มีการออกอากาศตอนที่ 2 ให้สังคมได้รับรู้ และได้นำคณะกรรมการแพทยสภาไปออกรายการสดแทน แม้เราจะพยายามชี้แจงกับทางผอ.ช่อง 9 อสมท.แต่ก็ไม่ได้ผล

ขณะเดียวกันทางโรงพยาบาลคู่กรณีก็ไปยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองออกคำสั่งปิดปากผู้เสียหายที่ไปร่วมออกรายการ ซึ่งศาลปกครองได้มีคำพิพากษายกคำร้อง ว่าตลอดรายการมิได้มีการกล่าวถ้อยคำระบุชื่อโรงพยาบาลให้ปรากฏ กรณีจึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องใช้อำนาจในการออกข้อกำหนดใด ๆ จึงให้ยกคำร้อง แต่ก็มีการปลดรายการ ขบวนการแก้โกง ออกจากผังรายการของช่อง 9

เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่ชาวบ้านไม่สามารถต่อกรกับกลุ่มผลประโยชน์ได้ โดยเฉพาะกลุ่มแพทยสภาที่มีอำนาจเงินซื้อเวลาของสถานีโทรทัศน์ และเป็นผู้สปอนเซอร์บางรายการได้ เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ ต่อมารายการตาสว่าง ซึ่งเป็นรายการสด และออกอากาศทางช่อง 9 อสมท.เช่นกัน ได้ติดต่อให้เครือข่ายฯ ไปออกรายการ มีการนัดเวลากันแล้ว แต่ก็ถูกแพทยสภาไปล็อบบี้ทางช่อง 9 ไม่ให้พวกเราได้ออกรายการอีก พวกเรารู้สึกว่าแพทยสภาคือมาเฟียวงการแพทย์คือผู้มีอิทธิพลสามารถสั่งสื่อได้ ทั้งที่แพทยสภาควรทำหน้าให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายฯ แต่กลับละเมิดสิทธิผู้เสียหายฯ ทุกวิถีทาง

9. แพทยสภาคัดค้านร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...ทั้งที่ตนเองก็ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมกับคนไข้ได้

ปัญหาเมื่อนำคดีเข้าสู่ศาล
  1. มีค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีสูง
  2. หาพยานทางการแพทย์ได้ยาก
  3. หาทนายความที่ถนัดคดีทางการแพทย์ได้ยาก
  4. ระยะเวลาในการต่อสู้คดียาวนาน
  5. ภาระการพิสูจน์ว่าแพทย์ผิดหรือไม่ ตกเป็นของฝ่ายผู้เสียหาย
  6. ค่าชดเชยที่ได้รับมักไม่คุ้มกับเวลาที่รอคอยและความเสียหายที่เกิดขึ้น
  7. ผู้เสียหายฯ หาแพทย์ไปเป็นพยานในศาลแทบไม่มี
  8. มีแพทย์บางท่านยอมเบิกความเป็นพยานให้ผู้เสียหายฯ แต่กลับมีกรรมการแพทยสภาบางท่านที่จบกฎหมายตามประกบพยานท่านนั้นในศาล จึงยากที่แพทย์ท่านนั้นจะกล้าเบิกความช่วยผู้เสียหายต่อหน้ากรรมการแพทยสภา
  9. พยานทางการแพทย์ฝ่ายผู้เสียหายฯ ที่มีอยู่ไม่กี่ท่าน ถูกข่มขู่ คุกคาม และล่าสุดถึงกับถูกทำร้ายร่างกาย เพื่อไม่ให้ไปเป็นพยานในศาลช่วยคนไข้ หลายครั้งถูกแพทย์คู่กรณีของผู้เสียหายฟ้องว่าเบิกความเท็จและหมิ่นประมาท ฝ่ายผู้เสียหายจึงแทบไม่มีที่พึ่ง
  10. พยานฝ่ายแพทย์และโรงพยาบาลส่วนใหญ่มักจะมาจากราชวิทยาลัยฯ ซึ่งมักจะรู้จักคุ้นเคยและเกื้อกูลกันระหว่างแพทย์เป็นอย่างยิ่ง
  11. นายกแพทยสภานำทีมไปเบิกความช่วยแพทย์เกือบแทบทุกคดี ทำให้ผู้เสียหายแทบไม่มีทางสู้ เริ่มแพ้คดีติดกันหลายคดี ทั้งที่ความเสียหายนั้นชัดเจน
  12. มีการส่งเสริมให้มีการฟ้องกลับผู้เสียหาย และปฏิเสธการรักษาผู้เสียหายที่ลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิมากขึ้น

หลายปีที่ผ่านมา มีการประชุมหาทางออกร่วมกันระหว่างเครือข่ายฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งกลับบานปลายมากขึ้น เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

เครือข่ายฯ เสนอทางออก

1. ตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย ครอบคลุมทุกสิทธิ์ทั้งสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน

2. ตั้งองค์กรกลางที่เป็นที่ยอมรับจากทั้งฝ่ายแพทย์และฝ่ายคนไข้ทำหน้าที่พิจารณาการชดเชยที่เป็นธรรม

  1. นำโครงการความปลอดภัยของคนไข้โดยคนไข้มีส่วนร่วม - Patient for Patient Safety ขององค์การอนามัยโลก (WHO) มาใช้ คือการนำความเสียหายไปเป็นบทเรียนสอนบุคคลากรทางการแพทย์และให้ความรู้กับประชาชน ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ ซึ่งจะสามารถรักษาชีวิตคนไข้และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติได้อย่างมหาศาล
  2. ขอให้มีการแก้ไขกฏหมายเรื่องเวชระเบียน ให้ผู้เสียหายหรือญาติมีสิทธิได้รับสำเนาเวชระเบียนที่ครบถ้วนในทันทีที่ร้องขอโดยปราศจากเงื่อนไข, เพิ่มบทลงโทษทางอาญาหากมีการแก้ไข, ทำลาย, ทำขึ้นใหม่,ซ่อนเร้น หรืออ้างว่าสูญหาย รวมทั้งให้กำหนดรูปแบบการบันทึกเวชระเบียนให้เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ หากบันทึกด้วยคอมพิวเตอร์ให้มีหน่วยกลางงานกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ
  1. ขอให้มีการแก้ไขร่างพรบ.วิชาชีพเวชกรรม ฉบับปีพ.ศ.2525 ดังต่อไปนี้

5.1 ลดจำนวนกรรมการแพทยสภาลงเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเพิ่มคนนอกเข้าไปเป็นกรรมการเพื่อคานอำนาจ

5.2. กำหนดให้นายกแพทยสภา อุปนายกแพทยสภา เลขาธิการ และรองเลขาธิการ ต้องไม่เป็นผู้บริหารหน่วยงานหรือองค์กรที่มีวัตถุประสงค์และการดำเนินการที่อาจขัดแย้งต่อการทำหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน ตามวัตถุประสงค์ของแพทยสภา

5.3. กำหนดให้ข้อบังคับใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน ต้องเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างกว้างขวางก่อน

ผลจากการเคลื่อนไหวเรียกร้อง

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.มงคล ณ สงขลา มีคำสั่งให้ยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยมีตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการยกร่าง ข้อเสนอของเครือข่ายฯ ข้อที่ 1-3 ได้รับการบรรจุอยู่ในร่างพรบ.ฉบับนี้ด้วย ครม.มีมติรับหลักการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2550 คณะกรรมการกฤษฎีกาใช้เวลานานถึง 11 เดือนในการพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อ 7 เมษายน 2552 ตัวแทนเครือข่ายฯ และตัวแทนฝ่ายวิชาชีพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมโดยไม่เคยขาดแม้แต่ครั้งเดียว


สถานการณ์ พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ
เดือนกันยายน 2553
ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ได้รับการบรรจุเป็นวาระในสภาฯ แต่มีแพทย์แต่งชุดดำออกมาประท้วง รัฐบาลแนะทางออกให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วมแล้วจะเดินหน้าพิจารณาร่างพรบ.ตามวาระต่อไป ซึ่งการประชุมได้ดำเนินไปหลายครั้งด้วยความยากยิ่งมีการสลับการเดินออกห้องประชุมบ้าง ไม่เข้าร่วมประชุมบ้าง แต่เครือข่ายฯ ก็ยืนหยัดเข้าร่วมประชุมทุกครั้งไม่เคยขาด จนนัดสุดท้ายของการประชุมคือวันที่ 15 ตุลาคม 2553

5 ตุลาคม 2553
เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคต่าง ๆ ได้รวมตัวกันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าหยิบยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ขึ้นพิจารณา

14 ตุลาคม 2553

นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาลได้ประกาศชะลอการพิจารณาร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ

15 ตุลาคม 2553

นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และนางภิญญามาศ โยธี สมาชิกเครือข่ายฯ ได้โกนศีรษะประท้วงรัฐบาล

20 ตุลาคม 2553

นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันกับเครือข่ายฯ ณ อาคารรัฐสภา ว่าไม่ถอนและไม่ชะลอร่างพรบ.ค้มครองผู้เสียหายฯ สิ่งไหนที่ผมทำไม่ได้จะไม่รับปาก คงจะไม่ทันในสมัยประชุมนี้

22 พฤศจิกายน 2553

นายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นสัญญากับเครือข่ายฯ ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะนำร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายเข้าสภาในเดือนกุมภาพันธ์อย่างแน่นอน

21 กุมภาพันธ์ 2554

เครือข่ายฯ ได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าได้โปรดอย่าลืมคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน

24 กุมภาพันธ์ 2554

เป็นการประชุมสภานัดสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้หยิบยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เข้าพิจารณาแต่อย่างใด

25 กุมภาพันธ์ 2554

นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ไปนั่งปักหลักประท้วงบริเวณหน้ารัฐสภา

26 กุมภาพันธ์ 2554

ตำรวจร่วมร้อยนายรื้อเต็นท์ ขอพื้นที่การชุมนุมคืน

28 กุมภาพันธ์ 2554

นางปรียนันท์นำสมาชิกเครือข่ายพบนายกรัฐมนตรีที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะไม่ถอนจะไม่ชะลอการพิจารณาร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ พร้อมแนะนำให้หารือขอการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง หากทุกพรรคการเมืองเห็นด้วย ก็สามารถเร่งหยิบขี้นพิจารณาได้ทันที ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำไม่ได้


ดังนั้นเราคนไทยทั้งประเทศคงหมดหวัง
ที่จะเห็นรัฐบาลผลักดันร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ต้องรอรัฐบาลใหม่


ร่วมพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย

ตั้งแต่ปี 2545 องค์การอนามัยโลกมีนโยบาย ส่งเสริมให้มีการนำเอาความผิดพลาดมาเปิดเผย เป็นบทเรียนแก่บุคลากรทางการแพทย์ และให้ความรู้กับประชาชน เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เป็นหลักการที่ยอมรับโดยสากลว่า สามารถลดสาเหตุการตายจากความผิดพลาดทางการแพทย์ และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติได้อย่างมหาศาล

หลายปีที่ผ่านมาเครือข่ายฯ ได้มีส่วนผลักดันเรื่องความปลอดภัยของคนไข้มาโดยตลอด ด้วยการไปเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายให้นักศึกษาแพทย์, เภสัช, และนักศึกษาคณะต่าง ๆ ตลอดจนหน่วยงานสาธารณะต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ในสาขาต่าง ๆ ให้มีคุณธรรม จริยธรรม ได้ผลเป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่าย ในการรื้อฟื้นบรรยากาศแห่งความเข้าอกเข้าใจและเอื้ออาทรต่อกันในสังคม ระหว่างบุคคลากรทางการแพทย์และคนไข้ผู้บริโภค แต่ก็ถูกกรรมการแพทยสภาบางท่านวิ่งเต้นขอไม่ให้เครือข่ายฯ ได้เข้าไปบรรยายอีก

เครือข่ายฯ มีความคาดหวังอย่างยิ่งว่า หากพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯมีผลบังคับใช้ในเร็ววัน โครงการความปลอดภัยของคนไข้ที่บรรจุอยู่ในร่างพรบ.ดังกล่าว ก็จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวางจริงจัง บุคลากรทางการแพทย์ก็จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาด เป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ คนไข้ไทยจะได้ปลอดภัยไม่ต้องเสียชีวิต หรือพิการจากความผิดพลาดทางการแพทย์ให้เป็นปัญหาสังคมอีกต่อไป บุคลากรทางการแพทย์ก็จะทำงานได้อย่างมีความสุข ความสัมพันธ์อันดีระหว่างแพทย์กับคนไข้คงจะกลับมาในเวลาอันไม่ช้า

No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ