• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

จากจิตวิญญาน

โบราณว่า "กินขี้ดีกว่าขึ้นศาล" ได้ยินคำนี้ทีไร ข้าพเจ้าอยากกระอักออกมาเป็นเลือด "ความอยุติธรรม"ไม่เกิดกับใครก็ยากจะเข้าใจ

ชาตินี้เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่เคยคิดเลยว่าจะทุกข์ได้ขนาดนี้ ลูกไม่ได้ทำให้ทุกข์ แต่เป็นทุกข์ที่เกิดจากน้ำมือของโรงพยาบาลพญาไท 1 และแพทยสภา ที่ต่างก็รู้ดีว่าได้ทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงต่อครอบครัวของข้าพเจ้า แต่กลับอาศัยความเหนือกว่าทุกด้านนิ่งเฉย ไม่เคยยอมรับความผิดพลาด ไม่เคยเอ่ยคำขอโทษ ปลอบโยนหรือรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

การได้ออกสื่อบ่อย ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความเป็นธรรมเร็วกว่าคนอื่น


เจ้าของโรงพยาบาลเป็นนักธุรกิจและนักการเมืองใหญ่ จนถึงใหญ่ที่สุด มีอิทธิพล มีเงินจ้างทนายดี ๆ เป็นถึงอดีตผู้พิพากษา การต่อสู้ของข้าพเจ้า นับเป็นเรื่องสาหัสสำหรับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ลูกชาวไร่ชาวนา เส้นสายไม่มี นามสกุลไม่ใหญ่โต เฝ้าอดทนต่อสู้เรียกร้องหาความเป็นธรรมให้กับลูกตามสำนึกหน้าที่ของคนเป็นแม่ ใช้เวลาต่อสู้คดีที่ยาวนานล่าช้าด้วยความยากลำบาก เพราะ ระบบอำนาจอุปถัมภ์ที่มีอยู่จริงในบ้านเมืองเป็นอุปสรรค

ข้าพเจ้า ต้องเถียงเรื่องการแพทย์กับหมอที่หัวหมอยังไม่พอ ยังต้องสู้กับอิทธิพลของแพทยสภาทั้งคณะ กลุ่มอาจารย์หมอที่สังคมยกย่องนับถือให้เกียรติ หลายคนล้วนแต่เป็นใหญ่เป็นโตในบ้านในเมือง ใครก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ แต่คนกระจอกอย่างข้าพเจ้าไม่เคยให้ความสำคัญ เพราะคนที่ทำชั่วในบ้านในเมืองนั้น ส่วนมากก็เป็นใหญ่เป็นโตแทบทั้งสิ้นไม่มีค่าอะไรที่ต้องไปกลัวเกรง

เหมือนถูกคนตัวโตกว่าเขกหัว แล้วกดหัวไว้
ชกก็ไม่ถึง เตะก็ไม่ถึง บ้าก็บ้าวะ
เหนืื่อยนักก็พักก่อน..หายเหนื่อยแล้วสู้ต่อ

ข้าพเจ้าสู้ไปทางไหนเจอแต่ทางตัน ขึ้นศาลก็ต้องไปร้องอธิบดีศาลว่าศาลไม่ยุติธรรม เชิญหมอเป็นปีก็ไม่มีหมอมาเป็นพยานในศาลให้ ร้องแพทยสภาก็เจอเจ้าของโรงพยาบาลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นสภานายกพิเศษ เจอกรรมการแพทยสภาถือหุ้นและเป็นเพื่อนสนิทกับผู้อำนวยการโรงพยาบาล เจอศาลมีลูกเป็นหมอ แถมยังมีเรื่องไม่ชอบมาพากล จนต้องไปฟ้องแพทยสภาต่อศาลว่าปฎิบัติหน้าที่มิชอบ

เหมือนมดสู้กับช้างเป็นโขลง ร้องไปหน่วยงานไหนก็เงียบ บางหน่วยงานพอช่วยได้แต่ก็ไม่มีอำนาจ ไปถือป้ายท้าที่หน้าแพทยสภาและหน้าโรงพยาบาลพญาไท 1 ก็ไม่มีใครยอมออกมาชี้แจง ชวนไปโต้กันออกทีวีก็ไม่มีใครไป ร้องเรียนต่อสำนักประธานศาลฎีกา คนรับเรื่องก็นามสกุลเดียวกันกับกรรมการแพทยสภาชุดที่ข้าพเจ้าฟ้องเขาอีก ไปทางไหนเจอแต่ทางตันโยนก้อนหินถามทางเจอแต่ตอ

20 ปีไม่ใช่ 20 เดือนหรือ 20 วันที่ข้าพเจ้าต้องนอนอยู่กับปัญหา

ข้าพเจ้ากลายเป็นตัวตลกของสังคม กลายเป็นคนโง่ แปลก บ้า เล่นไม่เลิก บังอาจมีเรื่องกับหมอ สู้จนหมดเนื้อหมดตัว บ้านก็ถูกยึดเกือบไม่มีที่ซุกหัวนอน ครอบครัวเหมือนแพแตก เกือบล่มสลาย หมดสิ้นเกือบทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่เหลือเลย..แม้แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

จะเปรียบไปแล้วข้าพเจ้าคือมวยวัด โรงพยาบาลกับแพทยสภาคือแชมป์โลก เขามีทุกอย่างอยู่ในมือ อำนาจเงิน อำนาจรัฐ อำนาจกฎหมาย อำนาจความรู้ ข้าพเจ้าแทบไม่มีอะไรเลย มีแต่ชีวิตกับใจเป็นต้นทุน ชกก็ผิด ๆ ถูก ๆ โดนเขาไล่อัดจนน่วม แถมมีพรรคพวกคอยเหยียบ คอยกระทืบซ้ำนอกสังเวียนอีก...อย่างไร้เมตตาธรรม
น่าสลดหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง กับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์คนไทยคนหนึ่ง แต่...เรียกร้องหาคุณค่าความเป็นคนไทย แทบไม่ได้เลยทุกวิถีทาง

แต่ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่า "ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร" ข้าพเจ้าเป็นคนดีของสังคม สักวันหนึ่งต้องได้เห็น "ความยุติธรรม"

ชีวิตพลิกไปพลิกมา

ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าตัวเองโง่หรือบ้า ที่ดันทุรังทำในสิ่งที่เป็นไปแทบไม่ได้ ชีวิตพลิกไปพลิกมา บางคนบอกว่าเลิกได้แล้ว จะเอาอะไรอีก ทำมาหากินเถอะ เรื่องตัวเองก็หนักพอแล้ว ทำไมต้องไปแบกเรื่องชาวบ้านอีก ไม่มีเรื่องสนุกแม้แต่เรื่องเดียว มีคำถามมากมายว่า อยากดังหรือไง อยากเล่นการเมืองหรือเปล่า หรือมีคนยุยงให้ข้าพเจ้าสู้ พวกเขาคิดผิด “ข้าพเจ้าเกลียดความอยุติธรรมมากพอที่จะไม่ต้องมีใครมายุให้สู้” ข้าพเจ้าจึงไม่ยอมถอยให้กับความไม่ถูกต้อง จนทุกวันนี้ถือว่าเป็นหน้าที่ ที่จะต้องทำเพื่อสังคมส่วนรวม มากกว่าเรื่องลูกซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว

การนอนอยู่กับปัญหา..นานกว่า 20 ปี ไม่ใช่ 20 วัน..หรือ 20 เดือน กาลเวลา..ทำให้ข้าพเจ้าแกร่ง ทำให้ฉลาดขึ้นบ้างในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ถูกหมอบางคนสบประมาทว่าเป็น "นางมารร้าย" "นางปีศาจร้ายวงการแพทย์" "นางควายตัวเมียโง่แล้วอวดฉลาด" ข้าพเจ้าไม่เคยโกรธ...แต่สาบานว่าจะใช้ความเจ็บปวดของชีวิต สร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับสังคม จะไม่มีวันยอมแพ้ต่อโชคชะตา จะต้องไม่มีใครถูกกระทำทารุณทางจิตใจเหมือนครอบครัวข้าพเจ้าอีก ข้าพเจ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการแพทย์ไทยจึงทำให้ข้าพเจ้ายืนหยัด....ทั้งอด....ทั้งทน “อยากบ้าก็บ้าไม่ได้....อยากเลิกก็เลิกไม่ได้”

พูดไป ร้องไป บ้าไป เขาก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
บางกระบวนการที่หวังจะพึ่งพาก็กลับล่าช้า และขาดจิตวิญญาณของความยุติธรรม
เหยียบย่ำซ้ำเติมความทุกข์ให้หนักขึ้นไปอีก

เพราะหากวันนี้ข้าพเจ้าถอยไม่สู้ ไม่มีใครกล้าสู้ สังคมเราก็จะแพ้กันไปเรื่อย กลัวกันไปหมด แล้วอีกหน่อยลูกหลานเราจะอยู่กันอย่างไร ก็คงถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่ข่มเหงกันต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด ข้าพเจ้ารู้ดีว่าสู้ไปก็คงไม่ชนะแต่ก็ ขอให้ได้สู้อย่างเต็มกำลังจะได้ไม่เสียชาติเกิด แม้จะเป็นแค่ไม้ซีกก็จะของัดกับไม้ซุง แม้คนรังแกจะวิ่งหลบอยู่หลังกำแพงหนาข้าพเจ้าก็จะขอดับเครื่องชนกำแพง แม้จะมองไม่เห็นฝั่งก็จะว่ายจนกว่าจะหมดแรง

ขออย่างเดียว..ขอให้สู้กันในเกม...
แบบลูกผู้ชายอกสามศอก อย่าเล่นสกปรกโกงข้าพเจ้าอีกก็แล้วกัน


No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ