• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับย่อ

ฎีกาเลขที่ 3528/2547
เด็กชายกฤตบุญ ล้อเสริมวัฒนา โดยนายสัณหกิจ ล้อเสริมวัฒนา
และนางดลพร ล้อเสริมวัฒนา ผู้แทนโดยชอบธรรมกับพวก โจทก์

บริษัทประสิทธิ์พัฒนา จำกัด (มหาชน) , พ.ญ.ยรรยงค์ มังคละวิรัช ,
น.พ.สันติ สุทธิพินทะวงศ์ กับพวก จำเลย

กฎหมายที่ใช้
ป.พ.พ.มาตรา 420, 448, 1569/ป.อ.มาตรา 95(3)/ป.วิ.พ.มาตรา 172 วรรคสอง

ย่อยาว
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 3 ได้คลอดโจทก์ที่ 1 ที่โรงพยาบาลพญาไท 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ทำคลอด ซึ่งได้กระทำด้วยความประมาท กล่าวคือในชั้นแรกจำเลยที่ 2 ได้ทำคลอดโดยให้โจทก์ที่ 3 คลอดเองตามธรรมชาติ แต่ทำไม่สำเร็จ เนื่องจากโจทก์ที่ 1 มีขนาดตัวโตเกินเกณฑ์ปกติ ประกอบกับโจทก์ที่ 3 เพิ่งมีครรภ์และคลอดบุตรครั้งแรก เมื่อไม่สามารถคลอดเองได้จำเลยที่ 2 จึงใช้เครื่องมือทางการแพทย์ดูดที่บริเวณศีรษะเด็กเพื่อดึงออก แต่ก็ไม่สามารถดึงออกได้ ในที่สุดจึงต้องใช้วิธีผ่าตัดเอาเด็กออกจากครรภ์

ซึ่งเมื่อแรกคลอดเด็กมีน้ำหนักถึง 4,050 กรัม ในทางการแพทย์เด็กที่มีน้ำหนักถึงขนาดดังกล่าว แพทย์ต้องใช้วิธีผ่าตัดเอาเด็กออกเท่านั้น จึงจะปลอดภัยต่อแม่และเด็ก หลังจากคลอดออกมาแล้วพบว่าที่ท้ายทอยของโจทก์ที่ 1 มีก้อนเนื้อช้ำ ๆ ขนาดโตเกือบเท่าศีรษะ ซึ่งก้อนเนื้อดังกล่าวเกิดจากการใช้เครื่องมือดูดที่ศีรษะเพื่อดึงออกจากครรภ์ ต่อมาโรงพยาบาลได้นำโจทก์ที่ 1 ไปดูแลที่ห้องให้อาหารเด็กแรกคลอด โดยให้อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3

โถลูกแม่..หมดสิ้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง

ต่อมาก้อนเนื้อช้ำ ๆ ที่ท้ายทอยของโจทก์ที่ 1 ได้ยุบลง แต่โจทก์ที่ 1 กลับมีอาการตัวเหลืองขึ้นมาแทน ซึ่งอาการดังกล่าวในทางการแพทย์อาจเกิดจากก้อนเลือดที่ท้ายทอยกลายเป็นน้ำดี และหรือโจทก์ที่ 1 ขาดออกซิเจนระหว่างการคลอดและหรือโจทก์ที่ 1 ติดเชื้อระหว่างทำคลอดนาน สาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือรวมกัน ต่อมาจำเลยที่ 3 ให้การรักษาด้วยวิธีถ่ายเลือดทางสายสะดือทำให้อาการตัวเหลืองของโจทก์ที่ 1 หายไป แต่จำเลยที่ 3 กระทำด้วยความประมาท เป็นเหตุทำให้โจทก์ที่ 1 เกิดการติดเชื้อแต่มิได้ตรวจวินิจฉัยโดยรอบคอบและไม่ได้ให้ยาปฏิชีวนะ แต่ให้กลับบ้านโดยยังมีไข้และไม่ทราบผลการเพาะเชื้อจากเลือด ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ที่ 1 เกิดหนองเป็นแอ่งใหญ่ที่สะโพกซ้ายและหัวกระดูกสะโพกซ้าย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้นำโจทก์ที่ 1 ไปเจาะหนองออกจนแห้ง

ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 1 อายุได้ปีเศษจึงพบว่าขาของโจทก์ที่ 1 สั้นยาวไม่เท่ากัน จากการเอ๊กซเรย์ปรากฏว่าหัวกระดูกสะโพกซ้ายหายไป และกระดูกหลุดออกจากเบ้า ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดหลายครั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งปัจจุบันโจทก์ที่ 1 อายุเกือบ 5 ปีแล้ว แต่ร่างกายไม่ได้พัฒนาเหมือนเด็กโดยทั่วไป แพทย์แนะนำว่าต้องผ่าตัดอีกหลายครั้ง ต้องใส่เบ้าสะโพกเทียม ต้องผ่าตัดยืดกระดูกแต่โอกาสรักษาให้หายเป็นปกติมีน้อยมาก การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 และ 3 ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และต้องเสียค่ารักษาพยาบาลต่อไปในอนาคต กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในอนาคต โจทก์ที่ 1 ต้องกลายเป็นคนทุพพลภาพขาพิการ กับต้องเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต โจทก์ที่ 1 ได้รับทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจต้องนอนเฉย ๆ ระหว่างรับการผ่าตัดเป็นเวลานานนับเดือนหลายครั้ง และที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000,000 บาทแก่โจทก์ที่ 1 และร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,600,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 พร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

ลูกจ๋า..อย่าร้องไห้

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ที่ 1 มิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ดังนั้นโจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นแพทย์ที่มารักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลพญาไท 1 โดยได้รับผลประโยชน์บางส่วนจากการรักษาพยาบาลคนไข้แต่ละราย จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แล้ว โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำหน้าที่ของตนย่างดีที่สุด มิได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่อ อาการผิดปกติของโจทก์ที่ 1 มิได้เกิดจากการรักษาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่อาจเกิดจากความผิดปกติของร่างกายตามธรรมชาติ หรืออาจเกิดจากการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลแห่งอื่น

คำฟ้องของโจทก์ทั้งสาม มิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าการที่โจทก์ที่ 1 ตัวเหลืองนั้นเกิดจากสาเหตุใด จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้พบความผิดปกติทางร่างกายของโจทก์ที่ 1 และได้ยื่นคำร้องกล่าวโทษจำเลยทั้งสามต่อแพทยสภาตั้งแต่เดือนกันยายน 2537 เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว คดีโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความ โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามที่กล่าวอ้าง ทั้งจำนวนเงินค่าเสียหายก็สูงเกินกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม แทนจำเลยทั้งสาม 1 แสนบาท โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

การมีสิทธิ..และใช้สิทธิเป็น ใช่ว่าจะเรียกร้องสิทธิสำเร็จเสมอไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลังจากโจทก์ที่ 3 คลอดโจทก์ที่ 1 และเกิดเหตุดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 ตามทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้ความว่า โจทก์ที่ 3 พยายามให้โจทก์ที่ 1 ได้รับการรักษาทั้งจากจำเลยทั้งสามและโรงพยาบาลอื่น โดยได้ไปพบจำเลยที่ 2 และที่ 3 และผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 1 ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้รับผิดชอบในเหตุที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ที่ 1 เมื่อไม่ได้ผล โจทก์ที่ 3 ก็ได้ร้องเรียนต่อนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น แต่ก็ยังไม่บังเกิดผลเช่นเดิม

โจทก์ที่ 3 จึงได้ยื่นหนังสือฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2537 ร้องเรียนจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนายแพทย์สุรพงษ์ อำพันวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายแพทย์ของโรงพยาบาลพญาไท 1 ต่อแพทยสภาขอให้สอบสวนให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสาม โดยระบุจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำคลอดจำเลยที่ 3 เป็นกุมารแพทย์ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาโจทก์ที่ 1 ภายหลังคลอด

ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ย่อมชี้ชัดว่า โจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้มีอำนาจปกครองและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 1 มีอำนาจทำการแทนโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1569 และในฐานะส่วนตัว ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทกี่ 1 และที่ 3 ตั้งแต่ก่อนวันที่ 9 กันยายน 2537 มิใช่นับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้ทราบผลการสอบสวนขอเท็จจริงจากแพทยสภาดังที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2539 ล่วงเลยกำหนด 1 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

ตามคำบรรยายฟ้องระบุเพียงว่าจำเลยที่ 2 ทำคลอดให้แก่โจทก์ที่ 3 โดยประมาท เพราะจำเลยที่ 2 สามารถทราบขนาดของทารกในครรภ์ แต่ไม่เลือกวิธีทำคลอดให้เหมาะสม กับจำเลยที่ 3 ซึ่งดูแลรักษาโจทก์ที่ 1 ภายหลังคลอดโดยประมาทเนื่องจากการถ่ายเลือดด้วยวิธีแยงสายสะดือโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 ติดเชื้อ โดยในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้นโจทก์ที่ 1 และที่ 3 บรรยายฟ้องในข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ทำคลอดให้โจทก์ที่ 3 ตามขั้นตอนปกติ เริ่มพยายามให้โจทก์ที่ 3 คลอดโดยวิธีธรรมชาติ ต่อมาใช้วิธีเอาเครื่องมือดูดศีรษะทารกในครรภ์เพื่อดึงอก จนกระทั่งต้องผ่าตัด

ส่วนจำเลยที่ 3 นั้นโจทก์ที่ 1 และที่ 3 บรรยายฟ้องว่า เมื่อจำเลยที่ 3 ดูแลโจทก์ที่ 1 จนอาการตัวเหลืองหายไปแต่โจทก์ที่ 1 ติดเชื้อจากการถ่ายเลือด จำเลยที่ 3 ก็ไม่ให้ยาปฏิชีวนะรักษา แต่กลับอนุญาตให้โจทก์ที่ 3 นำโจทก์ที่ 1 กลับบ้าน และนัดให้โจทก์ที่ 3 ต้องนำโจทก์ที่ 1 กลับไปทำกายภาพบำบัดอาการแขนและขาด้านซ้ายอ่อนแรง

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่นนี้ จึงเป็นเพียงการแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติงานบกพร่องทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เสียหาย ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดในทางแพ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 เท่านั้น มิใช้ข้อเท็จจริงถึงขั้นว่าเป็นการกระทำโดยประมาทที่จะมีมูลความผิดทางอาญา ซึ่งจะต้องบังคับใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าดังที่บัญญัติในป.พ.พ. มาตรา 448 วรรค 2

พิพากษายืน
ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

องค์คณะศาลฎีกา
นายสมชาย จุลนิติ์ – นายมานะ ศุภวิริยกุล – นายชาลี ทัพภวิมล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง - นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
ศาลอุทธรณ์ - นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์

No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ