• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

ชีวิตพลิกผันเหมือนตายแล้วเกิดใหม่หลังออกรายการทีวี

ถึงลูกถึงคนครั้งที่หนึ่ง
แพ้คดีศาลฎีกา

ศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2547 หลังศาลฎีกาพิพากษาให้แพ้คดี ที่ข้าพเจ้าฟ้องโรงพยาบาลพญาไท 1 เพราะเหตุ“หมดอายุความ” โดยยังไม่ได้พิสูจน์ว่าใครผิดใครถูก ทีมงานเชิญข้าพเจ้ากับลูกให้ไปออกรายการ

คืนนั้นทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่า ลูกขาดความอบอุ่นมากแค่ไหน...เขาทั้งสองคิดถึงพ่อ

หลังออกรายการ ที่บ้านมีเสียงโทรศัพท์ดังตลอดเวลา สังคมให้ความเมตตาต่อเรามากเหลือเกิน หลายท่านเสนอบ้านให้อยู่ หลายท่านไปเยี่ยมถึงบ้าน เอาของกินของใช้เสื้อผ้าไปให้ลูก ๆ หลายท่านให้คำปรึกษาเรื่องคดีความ, หลายท่านเสนองานให้ทำ, บางท่านเสนอรักษาลูกให้, มีผู้เสียหายมาขอให้

ช่วยก็มาก, คนไทยในอเมริกาที่ได้ดูรายการให้ของกินกับสามีข้าพเจ้า, หลายท่านจะบริจาคเงินขอเบอร์บัญชี, หลายท่านเอาเงินไปให้เพื่อให้สู้คดีต่อ

หากแม้นข้าพเจ้าเป็นคนโลภมากเห็นแก่ได้ รับความช่วยเหลือไว้ทั้งหมด ชีวิตนี้ข้าพเจ้าไม่ต้องสู้คดีก็คงสบายไปแล้ว แต่นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของการต่อสู้ ข้าพเจ้าจึงเลือกรับแต่สิ่งที่จำเป็น ข้าพเจ้าคิดว่าสังคมไม่ควรมารับผิดชอบแทนร.พ.พญาไท 1 อีกทั้งมีคนเคยดูถูกข้าพเจ้าเอาไว้ว่า “เอาลูกมาขายกิน” ข้าพเจ้าขอกราบขอบพระคุณในความมีน้ำใจของทุกท่านและกราบขอโทษที่ไม่รับข้อเสนอของหลายท่าน ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

สิ่งหนึ่งที่ตั้งใจ คือให้ลูกได้เจอหน้าพ่อ ดังนั้นเมื่อมีผู้มีพระคุณท่านหนึ่งเสนอไถ่ถอนบ้านให้ ข้าพเจ้าจึงรับความช่วยเหลือทันที ข้าพเจ้าไปรับเงินคนเดียวตามที่รับปากผู้มีพระคุณท่านนั้นไว้ พรรคพวกเพื่อนฝูงกลัวว่าจะถูกหลอกไปฆ่า แต่ข้าพเจ้าต้องรักษาคำพูด คิดว่าชีวิตนี้ถ้ากลัวตายก็จะไม่สู้มาถึงขนาดนี้ นึกในใจว่าถ้าเขาจะหลอกไปฆ่า วิธีอื่นง่ายกว่านี้เยอะ ในที่สุดก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมด ข้าพเจ้าหอบเงินสด ๆ 1.2 ล้านในถุงกระดาษไปฝากธนาคาร ระหว่างทางเหลียวหน้าแลหลังตลอดกลัวถูกฉก หยิกแขนตัวเองบ่อย ๆ ว่าฝันไปหรือเปล่า แต่มันก็ยังเป็นความจริง

ข้าพเจ้ารีบนำเงินไปไถ่บ้าน 1.17 ล้านบาท (เจ้าหนี้ลดให้จากยอดหนี้ 2.4 ล้านบาท)

ข้าพเจ้ากับลูกดีใจมาก เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ไม่เคยคิดว่าจู่ ๆ ชีวิตจะพลิกผันเช่นนี้ ก็เมื่อวานนี้ข้าพเจ้ากับลูกยังเป็นคนไม่มีบ้านอยู่เลย หลายวันก่อนข้าพเจ้ายังไปนั่งร้องไห้อยู่ที่กรมบังคับคดี ไปดูเขาประมูลบ้านตัวเองอยู่เลย ข้าพเจ้าไปคัดค้านทั้งน้ำตา ไม่คิดว่าจะได้บ้านคืนด้วยซ้ำ นี่กระมังที่โบราณเขาว่า "ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้"


ถึงลูกถึงคนครั้งที่สอง

ป๊ากลับเมืองไทย

เมื่อได้บ้านคืนเราก็เหมือนมีที่พิงหลัง ผู้มีพระคุณท่านหนึ่งได้ช่วยเหลือให้งานสามีข้าพเจ้าทำทันที

คืนวันที่ 15 ธันวาคม 2547 เราสี่คนพ่อแม่ลูกได้พากันไปออกรายการ “ถึงลูกถึงคน” เป็นครั้งที่ 2 หลังจากสามีไปสัมภาษณ์งานและรู้ว่าได้งานทำแล้ว

ครอบครัวข้าพเจ้ารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณสื่อมวลชนทุกแขนง นับตั้งแต่หนังสือพิมพ์, วิทยุตลอดจนโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการ “เจาะใจ” และ “ถึงลูกถึงคน” หากไม่มีพวกท่านข้าพเจ้าก็คงไม่มีวันนี้ คงจะไม่มีเหตุการณ์นำไปสู่ความช่วยเหลือใด ๆ จากสังคมได้

สามีข้าพเจ้าเดินทางกลับมาถึงเมืองไทยคืนวันที่ 14 ธันวาคม 2547 คนไทยในแอลเอชื่อคุณโสภณช่วยซื้อตั๋วเครื่องบินให้ ข้าพเจ้าพาลูก ๆ ไปรับป๊าที่สนามบินดอนเมือง รายการเจาะใจส่งทีมงานไปถ่ายสกู๊ป ลูก ๆ ตื่นเต้นดีใจมาก หลิงหลิงวิ่งไปวิ่งมา...หนูจะจำป๊าได้มั้ย เซ้นต์เงียบแต่ข้าพเจ้ารู้ว่าเขาก็ดีใจ

เมื่อสามีข้าพเจ้าเดินออกมาลูก ๆ วิ่งไปกอดป๊า ส่วนข้าพเจ้ารู้สึกเฉย ๆ มองเขาเหมือนคนแปลกหน้า 3 ปีกว่าที่เขาจากไป เราสองคนต่างฝ่ายต่างแบกรับภาระปัญหาที่หนักอึ้งกันตามลำพัง

พอเจอหน้ากันแบบไม่คาดฝัน ข้าพเจ้าเตรียมใจไม่ทัน แว่บแรกที่เห็นเขาจึงอธิบายความรู้สึกไม่ถูก รู้สึกว่าเฮียหายไปไหนยามอุ้ยมีปัญหาหนักหนาสาหัส แต่ก็รู้สึกว่าเหมือนได้เพื่อนทุกข์กลับบ้านอีกคน จากนี้ไปจะสุขจะทุกข์เราจะช่วยกันแบก จะไม่จากกันไปไหนอีก อนาคตจะดีขึ้นหรือจะแย่ลงเราก็จะเผชิญหน้าด้วยกัน ข้าพเจ้ากลายเป็นคนประเภทไหนไปแล้ว ทำไมไม่รู้สึกอะไรเลย น้ำตาไหลแต่ไม่รู้ว่าเป็นน้ำตาแห่งความอะไร ดีใจ เสียใจ วิตกกังวลสารพัด

การออกรายการคืนนั้น เป็นคืนที่ครอบครัวข้าพเจ้าจำไปตลอดชีวิต เนื่องจากได้ช่วยชีวิตผู้ชายคนหนึ่งไว้ เขาบอกว่า
“พี่ครับผมโทรมาขอบคุณ...การออกรายการของครอบครัวพี่ ทำให้ผมมีกำลังใจจะมีชีวิตอยู่ต่อเพราะก่อนหน้าที่ผมได้ดูพี่....ผมกำลังจะฆ่าตัวตาย” ข้าพเจ้าอยากให้เขาขอบพระคุณรายการ ”ถึงลูกถึงคน” ด้วยเพราะถ้าไม่มีรายการ ครอบครัวข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำหน้าที่นั้นเช่นกัน


ถึงลูกถึงคนครั้งที่สาม
26 เมษายน 2548 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีที่ ร.พ.พญาไท 1 ฟ้องข้าพเจ้าเป็นคดีอาญา ข้อหาหมิ่นประมาทศาล พิพากษา "ยกฟ้อง” ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจสู้ต่อ ความรู้สึกของข้าพเจ้าใ
นวันนั้น เหมือนหญ้าแห้งที่ถูกฝนแรก

บรรดาเพื่อน ๆ ผู้เสียหายในเครือข่ายฯ ของข้าพเจ้าต่างดีใจ ก่อนหน้านั้นทุกคนต่างกลัวการออกสื่อ กลัวการให้สัมภาษณ์ กลัวการถูกฟ้องกลับ หลายคนบอกว่าข้าพเจ้าบ้าดีเดือดทำไมกล้าเอ่ยชื่อโรงพยาบาล เอ่ยชื่อหมอทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่กลัวหรือ ข้าพเจ้าบอกว่าลูกพิการขนาดนี้ ครอบครัวลำบากขนาดนี้ จะกลัวอะไรอีก เราพูดเรื่องจริงทั้งหมด ไม่ได้เป็นการใส่ร้ายป้ายสีเขา ข้าพเจ้าจึงไม่กลัว ความจริงก็คือความจริง อีกอย่างสู้มาตั้งนานคู่กรณีของข้าพเจ้าไม่เคยรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง แล้วยังมาใช้อำนาจที่เหนือกว่ารังแกข้าพเจ้าอีก ข้าพเจ้าจึงยอมไม่ได้

ที่ผ่านมาผู้คนในสังคมเวลาถูกฟ้องกลับ ก็จะกลัวแล้วมักไปเซ็นยอมความที่ศาล ถอนฟ้องกันไปก็มาก ในที่สุดคดีนี้ก็เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า คนที่พูดเรื่องจริงนั้นไม่ต้องกลัว ศาลท่านไม่ลงโทษผู้บริสุทธิ์หรอก

ยังมีศาลที่ดีเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้เสมอ นับได้ว่าเรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานต่อ สังคม ต่อไปผู้ป่วยสามารถลุกขึ้นมาร้องเรียนต่อสื่อมวลชนได้ ข้าพเจ้าดีใจแทนเพื่อน ๆ ทุกคน ที่มีกำลังใจจะนำคดีของตนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาแต่ละคนกลัวการถูกฟ้องกลับแม้เรื่องของตนจะเสียหายจริงก็ตาม

No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ