• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

คดีที่สามถูกรพ.พญาไท 1 ฟ้องเรียก 100 ล้านบาท


โปรดจับตาดูคดีนี้ให้ดี

ดิฉันกัดฟันสู้คดีนี้นาน 11 ปี
หมายเลขคดีดำที่ 4458/45
หมายเลขคดีแดงที่ 2279/52

8 ตุลาคม 2545
โรงพยาบาลพญาไท 1 ฟ้องข้าพเจ้าเป็น คดีแพ่งข้อหาละเมิด เหตุข้าพเจ้าทำให้เขาเสียหายถึง 310 ล้านบาท แต่ใจดีลดให้เหลือ 100 ล้านบาท

ผลของคดี
13 พฤษภาคม 2547 ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง
19 พฤษภาคม 2552 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง
คำพิพากษาระบุว่า "..คำกล่าวของจำเลยเป็นการกล่าวเพื่อความชอบธรรม และปกป้องสิทธิตามคลองธรรม จึงไม่เป็นการละเมิด.."

8 ตุลาคม 2556 ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง 
""..เรื่องที่จำเลยพูดในรายการเมืองไทยรายวัน และที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เป็นข้อความที่ไม่ได้ฝ่ืาฝืนต่อความเป็นจริงตามมาตรา 423 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ป้องกันส่วนได้เสียของตนตามทำนองคลองธรรม การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง"  และยังได้วินิจฉัยว่าการรักษาของแพทย์ทั้งสอง ไม่เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาชีพอีกด้วย 

อ่านคำพิพากษา:
http://www.slideshare.net/preeyananlor/1-100-856?utm_source=ss&utm_medium=upload&utm_campaign=quick-view

คดีนี้มี 4 เรื่องที่ผิดสังเกต

เรื่องที่หนึ่ง
หลังจากรพ.พญาไท 1 ฟ้องข้าพเจ้าแล้ว ก็มาขอคุยว่าให้ต่างคนต่างถอนฟ้องกันไป โดยไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ต่อลูกข้าพเจ้า ผู้พิพากษาพยายามไกล่เกลี่ยให้เลิกแล้วต่อกันท่านพูดว่า “ถ้าเรียกร้องเอาเงินทองศาลไม่ค่อยเห็นสำเร็จ” สุดท้ายถึงแม้ข้าพเจ้าจะตกเป็นจำเลย แต่ก็ยืนยันให้นำสืบต่อ เพราะทุกคดีที่ฟ้องกันมานั้น ไม่เคยได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีเลย

เรื่องที่สอง

คดีนี้ข้าพเจ้าเป็นฝ่ายชนะ แต่ศาลไม่สั่งให้ฝ่ายร.พ.พญาไท 1 จ่ายค่าทนายให้ฝ่ายข้าพเจ้าเลยแม้แต่บาทเดียว แม้ว่าฝ่ายโรงพยาบาลจะฟ้องข้าพเจ้าสูงถึง 100 ล้านบาทก็ตาม แต่คดีที่ข้าพเจ้าฟ้องโรงพยาบาลเรียกค่าเสียหาย 57 ล้านบาท ศาลสั่งให้ข้าพเจ้า ซึ่งเป็นคนไข้ลูกได้รับความเสียหาย ให้จ่ายค่าทนายให้ฝ่ายร.พ.พญาไท ถึง 1 แสนบาท

เรื่องที่สาม

คดีนี้ ร.พ.พญาไท 1 มีคำร้องขอความคุ้มครองชั่วคราว ก่อนมีคำพิพากษาว่า ขอให้ศาลออกคำสั่งปิดปากข้าพเจ้า (หมายห้าม) ไม่ให้ปากเสียไปพูดเรื่องนี้ต่อสื่อหรือทีไหนอีก และศาลได้ออกคำสั่งปิดปากข้าพเจ้า ลับหลังโดยข้าพเจ้าไม่รู้เรื่อง (ผู้พิพากษามีลูกเป็นหมอผ่าตัดสมอง ผอ.ร.พ.พญาไท 1 ก็เป็นหมอผ่าตัดสมองเช่นเดียวกัน)

การออกคำสั่งปิดปากข้าพเจ้า มีสองครั้ง

ครั้งที่หนึ่ง
ศาลกับทนายความของ ร.พ.พญาไท 1 ไต่สวนคำร้อง และออกคำสั่งปิดปาก (หมายห้าม) ลับหลังข้าพเจ้า โดยข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องและไม่ได้ไปศาล และหมายห้ามดังกล่าวก็ไม่ส่งให้ข้าพเจ้าได้รับรู้ ข้าพเจ้ารู้ภายหลังที่ศาลออกหมายห้ามไปแล้ว 1 เดือนเต็ม เข้าใจว่าเขาอาจจะมีความตั้งใจจะแสดงหมาย และจับข้าพเจ้าเข้าคุกทันทีที่ไปพูดเรื่องนี้ที่ไหนอีกหรือไม่

ข้าพเจ้าไปศาลวันนัดชี้สองสถาน ทนายของข้าพเจ้าดูสำนวนก็ตกใจว่า หมายห้ามออกไปตั้งหนึ่งเดือนแล้วทำไมเราไม่รู้เรื่อง ปกติการจะออกหมายห้ามได้ต้องนัดไต่สวนก่อน แต่ข้าพเจ้าไม่ได้รับทั้งหมายนัดเพื่อไต่สวนและหมายห้าม

ข้าพเจ้าจึงคัดค้านคำสั่ง แต่ศาลท่านหนึ่งบอกว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ข้าพเจ้ากับทนายเห็นว่าไม่ชอบ เพราะหมายนัดที่ควรส่งให้ข้าพเจ้าเพื่อมาไต่สวนยังไม่เคยออกจากศาลเลย คู่สำเนาของหมายนัดในสำนวนก็ไม่มี ทนายฝ่ายโรงพยาบาลแถลงโกหกศาลว่า ได้ส่งหมายนัดให้ข้าพเจ้าแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่มาศาลเอง ข้าพเจ้าแปลกใจว่าศาลท่านนั้นเชื่อและมองไม่เห็นได้อย่างไร ข้าพเจ้ากับทนายก็คัดค้านอยู่นาน ศาลอีก 2 ท่านก็ช่วย ในที่สุดศาลท่านแรก ก็ยอมยกเลิกคำสั่งเก่านั้นเสียและนัดไต่สวนใหม่

ครั้งที่สอง
เมื่อถึงเวลานัดไต่สวน ศาลก็ออกคำสั่งปิดปากอีก วันนั้นข้าพเจ้าพาลูกสองคนไปศาลด้วย ขากลับบ้านข้าพเจ้าร้องไห้เหมือนคนบ้า คืนนั้น..เราสามคนแม่ลูกกอดกันร้องไห้


เรื่องที่สี่
ข้าพเจ้าร้องเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นต่ออธิบดีศาลแพ่ง ขอให้ท่านเปลี่ยนผู้พิพากษาให้ แต่ท่านก็ไม่ได้เปลี่ยนให้ เรื่องเงียบหายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ข้าพเจ้าต่อสู้คดีนี้ด้วยความกดดันอย่างมาก

ข้าพเจ้าจึงร้องเรียนไปที่สำนักประธานศาลฎีกา จดหมายเงียบหายไป นาน 5 เดือน ไม่มีการตอบรับ เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล จึงร้องเรียนใหม่ต่อหน้าห้องประธานศาลฎีกาโดยตรง และอ้างถึงจดหมายฉบับแรกที่หายไป 5 เดือนด้วย 7 วันต่อมา มีจดหมายตอบรับจากประธานศาลฎีกาว่าได้รับเรื่องข้าพเจ้าแล้ว ที่น่าแปลกคือหลังจากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์ก็มีจดหมายตอบรับจากฉบับแรกที่ยื่นไปเมื่อ 5 เดือนก่อน ว่าได้รับเรื่องแล้วจะดำเนินการให้ แต่เรื่องก็เงียบ คนที่เซ็นจดหมายนั้น มีนามสกุลเดียวกันกับกรรมการแพทยสภารายหนึ่งที่ข้าพเจ้าฟ้องเขาอยู่ (ข้าพเจ้าเพิ่งถึงบางอ้อ) ไม่แน่ใจว่าท่านทั้งสองเป็นพ่อ-ลูกกันหรือเปล่า

นักกฎหมายหลายท่าน บอกข้าพเจ้าว่าคดีนี้ข้าพเจ้าไม่น่าจะแพ้ เพราะข้าพเจ้าเป็นแม่ของลูก เป็นผู้มีส่วนได้เสีย สามารถพูดเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ และการพูดของข้าพเจ้านั้น เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม พูดได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ การที่ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ออกคำสั่งปิดปากข้าพเจ้านั้น น่าจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าน่าจะชนะในชั้นฎีกา

เหตุการณ์ ที่ผ่านมาทั้งหมด
ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสิ้นหวัง
เศร้าใจ...กับกลไกต่าง ๆ ในบ้านเมือง
เป็นที่พึ่งให้ประชาชนผู้ทุกข์ยากไม่ได้

ไปทางไหน โยนหินถามทาง
เจอแต่ตอ..เจอแต่ทางตัน


แต่ในที่สุด..ความถูกต้องเท่านั้นจะชนะ


No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ