• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

คดีที่หนึ่ง ฟ้องโรงพยาบาลพญาไท 1 ตามคำท้า

คดีนี้ใช้เวลาต่อสู้นาน 9 ปี (สิ้นสุดแล้ว)
คดีหมายเลขแดงที่
9 มกราคม 2539
ข้าพเจ้าฟ้องโรงพยาบาลพญาไท 1, พญ.ยรรยงค์ มังคละวิรัช, นพ.สันติ สุทธิพินทะวงศ์
เป็นคดีแพ่งข้อหาละเมิด ที่ทำลูกพิการ
เรียกค่าเสียหาย 57 ล้านบาท

ที่เรียกค่าเสียหายมาก เพราะเรียกด้วยความโมโห และกฎหมายเขาอนุญาตให้เรียกได้ตามพฤติกรรมที่เลวร้ายของจำเลย ข้าพเจ้าก็มองว่าเขาทำสิ่งที่เลวร้ายอย่างที่สุดกับลูกกับข้าพเจ้า ทำผิดพลาดแล้วยังโกหก ปัดความรับผิดชอบ ไม่มีเมตตาธรรม และจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ แถมยังท้าทายให้ผู้ป่วยไปฟ้องร้องเอาเองอีกด้วย ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นแก่เงินหรือต้องการขายลูกกิน ไม่เคยหวังร่ำหวังรวยกับเงินที่เรียกแม้แต่น้อย บาทเดียวไม่เคยอยากได้ ฟ้องเพื่อให้เขาสำนึกว่าอย่าทำอย่างนี้กับใครอีก

มีเสียงครหาว่าข้าพเจ้าขายลูกกิน จึงถามกลับไปว่าขาของผู้อำนวยการข้างละเท่าไหร่ ตัดขาผู้อำนวยการมาข้างหนึ่งแล้วหายกันเอาหรือไม่ ว่าง ๆ ท่านลองหัดเดินกะเผลกโดยไม่รำคาญดูสักวัน แล้วค่อยมาว่ากัน เอาเงินมากองท่วมหัวก็ไม่สามารถทดแทนความสูญเสียของลูกได้ ความจริง 57 ล้านบาทยังน้อยไป เพราะขาของลูกนั้นไม่สามารถตีเป็นตัวเงินได้ เอาขาลูกฉันคืนมาบาทเดียวก็ไม่เอา

คดีนี้ข้าพเจ้าอ้อนวอนขอหมอคนไหนไปเป็นพยานในศาลให้ ก็ไม่มีใครยอมไป บอกว่าขอเถอะไม่อยากเดือดร้อน ไม่อยากมีเรื่องกับแพทยสภา ไปขอความช่วยเหลือเรื่องทนายความจากหลายหน่วยงานเขาบอกว่าคุณจะสู้กับใคร เจ้าของร.พ. เขาใหญ่มากนะ ไม่มีทางชนะหรอกอย่าเลย ถ้าข้าพเจ้าจำไม่ผิดระหว่างนั้น ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เจ้าของโรงพยาบาล ย้ายจากร.ม.ต.ว่าการะกระทรวงสาธารณสุข ไปเป็น ร.ม.ต.ว่าการกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายโรงพยาบาลเอาคำสั่งแพทยสภา ที่รีบมีมติออกมาช่วยกันว่า “คดีไม่มีมูล” นั้นไปอ้างในศาลว่าหมอไม่ผิด

ผลของคดี
8 ตุลาคม 2543
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีหมดอายุความ ยังไม่ได้พิสูจน์เลยว่าใครผิดใครถูก ข้าพเจ้าถูกยึดค่าธรรมเนียมศาล 200,000 บาทถูกศาลสั่งให้จ่ายค่าทนายฝ่ายโรงพยาบาลอีก 100,000 บาท

20 กุมภาพันธ์ 2545
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีหมดอายุความ ถูกยึดค่าธรรมเนียมศาลไปอีก 200,000 บาท (ค่าธรรมเนียมในชั้นนี้ได้มาจากการขายของมีค่าในบ้าน เท่าที่มีและจากการจำนองบ้าน)

ข้าพเจ้าสู้คดีในชั้นฎีกาอย่าง "คนอนาถา"
เพราะหมดตัวแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึก
เหมือนถูกตัดกำลังไม่ให้สู้ต่อ

คดีของข้าพเจ้านั้น ร.พ.พญาไท 1 ทั้งโกหก ทั้งใส่ร้ายป้ายสีคนไข้ ก็ยังเอาผิดเขาไม่ได้ ลูกเสียหายพิการจริงศาลท่านก็เห็น ครอบครัวได้รับผลกระทบมากมาย ค่าธรรมเนียมศาลที่ถูกยึดไป 2 แสนก็มากพอแล้ว ข้าพเจ้ายังถูกสั่งให้จ่ายค่าทนาย ให้ฝ่ายโรงพยาบาลที่ร่ำรวยกว่าอีกตั้ง 1 แสนบาท เรื่องนี้ทำให้ประชาชนอย่างข้าพเจ้าช้ำใจไปตลอดชีวิต คิดถึงเรื่องนี้ทีไรข้าพเจ้าอยาก "กระอักออกมาเป็นเลือดนัก"

หมายเหตุ
ภายหลังออกสื่อบ่อยเข้า มีแพทย์ที่เห็นใจยอมอ่านเวชระเบียน ยอมไปเป็นพยานในศาลให้เพื่อความถูกต้อง เพราะเห็นว่าทางพญาไท 1 รักษาลูกข้าพเจ้าผิดพลาดจริงชัดเจน ข้าพเจ้าจึงยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ขอแถลงด้วยวาจาและยื่นบัญชีพยานต่อศาลฎีกาเพิ่มเติม แต่ศาลฎีกาแจ้งให้ทราบว่า กำลังพิจารณาประเด็นอายุความว่าขาดหรือไม่ ไม่รับคำร้อง

14 ตุลาคม 2547
ศาลฎีกาพิพากษายืน “คดีหมดอายุความ”
แพ้ทุกศาล!
หมดโอกาสพิสูจน์
ว่าใครผิดใครถูก
รู้ว่าเขาผิดแต่ทำอะไรไม่ได้
สังคมต่างรู้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้แพ้ด้วยความชอบธรรม
โรงพยาบาลพญาไท 1 ยังเป็น “หนี้ทางศีลธรรมจรรยา”
ต่อลูกและครอบครัวของข้าพเจ้าอยู่

หมายเหตุ
รพ.พญาไท 1 เดิมเจ้าของคือดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ต่อมาประมานปี 2546 ถูกเปลี่ยนมือบริหารโดยนายวิชัย ทองแตง ทนายความคดีซุกหุ้นของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร (ผู้สั่งให้ฟ้องข้าพเจ้าสองคดี) ปัจจุบันในปี 2554 ถูกเปลี่ยนมือบริหารโดยเจ้าของรพ.กรุงเทพฯ คือนพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ซึ่งกำลังซื้อรพ.เกษมราษฎร์

No comments:

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ