• บล็อคหนังสือนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทาน-หนังสือไม่มีวางจำหน่ายแล้วค่ะ
  • ไม่อยากตกที่นั่งเดียวกับครอบครัวดิฉัน โปรดช่วยกันลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ได้ที่ลิงค์นี้ www.change.org/injuryact

คำนำผู้เขียน



จากก้นบึ้งของหัวใจ ข้าพเจ้าคือ "เหยื่อ" ของความผิดพลาดทางการแพทย์ เหยื่อของผู้ประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่ไร้เมตตาธรรม ไร้ความรับผิดชอบ เหยื่อของระบบที่ไม่ได้ช่วยอะไรแต่กลับเปิดทางสะดวกให้ครอบครัวข้าพเจ้าถูกกระทำย่ำยีเสียจนแทบไม่เหลือซากของความเป็นคน ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าตัวเองรอดมีลมหายใจ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาเล่าเรื่องราวซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เคยเบื่อได้อย่างไร

“มีนาคม” เดือนเกิดน้องเซ้นต์ ถึงเดือนนี้ทีไรต้องน้ำตาตกใน 23 ปีผ่านไป ปีแล้วปีเล่ากับการตั้งตารอคอยความเป็นธรรม ไม่มีวี่แวว ไม่มีใครรู้ว่าต้องรอจนสิ้นลมหรือไม่กับคำว่า "ยุติธรรม" ข้าพเจ้าไม่รู้จะทำอย่างไรดี พูดดีเขาก็ไม่ฟัง ประท้วงออกสื่อเขาก็โกรธ โรงพยาบาลเขายิ่งใหญ่เสียจนเมตตารับผิดชอบชีวิตเด็กคนนี้ไม่ได้!

ผู้ใหญ่หลายท่านกำชับให้เขียนเป็นหนังสือเอาไว้ สังคมจะได้ประโยชน์ เคยคิดว่าจบทุกเรื่องแล้วค่อยเขียน แต่จากการต่อสู้ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวม มีแต่ความไม่ชอบมาพากลทำให้ตัดสินใจเขียนหนังสือ ชีวิตนี้เคยเขียนแต่เรียงความ เขียนป้ายประท้วง และที่เขียนได้ไม่รู้จักเบื่อคือเขียนเรื่องร้องเรียน ข้าพเจ้าไม่ใช่คนดัง ไม่ใช่ดารา นักร้อง นางงามหรือนางแบบค่าตัวแพง ไม่ใช่อะไรเลย เขียนแล้วใครเขาจะซื้ออ่าน ขายไม่ออกจะทำอย่างไร จะมีสำนักพิมพ์ไหนเขากล้าพิมพ์ให้ "ข้าพเจ้าจึงกลุ้มเรื่องเขียนหนังสือมากกว่าเรื่องสู้คดีเสียอีก

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องจริง กลั่นจากหัวใจที่เจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัสของมนุษย์คนหนึ่ง เขียนไปร้องไห้ไปจนไม่รู้จะบรรยายความทุกข์ที่อัดแน่น อยู่ในหัวอกหัวใจอย่างไรได้หมด พูดเรื่องจริงมากก็ไม่ได้ติดคุกขึ้นมาใครจะเลี้ยงลูก ด้วยข้อจำกัดเรื่องปัญญาและสติที่แตกบ่อยครั้ง หากผิดพลาดประการใด อ่านแล้วไม่ได้อรรถรสหรือบางคำพูดดูก้าวร้าวรุนแรง ก็ตำหนิติชมได้ ยินดีรับฟังแล้วนำไปแก้ไข จะไม่โกหกปัดความรับผิดชอบแล้วป้ายสีให้คนอื่น เหมือนที่ครอบครัวข้าพเจ้าถูกกระทำโดยเด็ดขาด

“อุ้ย”
ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา

จากจิตวิญญาน

โบราณว่า "กินขี้ดีกว่าขึ้นศาล" ได้ยินคำนี้ทีไร ข้าพเจ้าอยากกระอักออกมาเป็นเลือด "ความอยุติธรรม" ไม่เกิดกับใครก็ยากจะเข้าใจ

ชาตินี้เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่เคยคิดเลยว่าจะทุกข์ได้ขนาดนี้ ลูกไม่ได้ทำให้ทุกข์ แต่เป็นทุกข์ที่เกิดจากโรงพยาบาลพญาไท 1 และแพทยสภา ที่ต่างก็รู้ดีว่าได้ทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงต่อครอบครัวของข้าพเจ้า แต่กลับอาศัยความเหนือกว่าทุกด้านนิ่งเฉย ไม่เคยยอมรับความผิดพลาด ไม่เคยเอ่ยคำขอโทษ ปลอบโยนหรือรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง



การได้ออกสื่อบ่อย ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความเป็นธรรมเร็วกว่าคนอื่น

โรงพยาบาลพญาไท 1 มีอิทธิพล มีเงินจ้างทนายดี ๆ เป็นถึงอดีตผู้พิพากษา การต่อสู้ของข้าพเจ้า นับเป็นเรื่องสาหัสสำหรับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ลูกชาวไร่ชาวนา เส้นสายไม่มี นามสกุลไม่ใหญ่โต เฝ้าอดทนต่อสู้เรียกร้องหาความเป็นธรรมให้กับลูกตามสำนึกหน้าที่ของคนเป็นแม่ ใช้เวลาต่อสู้คดีที่ยาวนานล่าช้าด้วยความยากลำบาก เพราะ ระบบอำนาจอุปถัมภ์ที่มีอยู่จริงในบ้านเมืองเป็นอุปสรรค

ข้าพเจ้า ต้องเถียงเรื่องการแพทย์กับหมอที่หัวหมอยังไม่พอ ยังต้องสู้กับอิทธิพลของแพทยสภาทั้งคณะ กลุ่มอาจารย์หมอที่สังคมยกย่องนับถือให้เกียรติ หลายคนล้วนแต่เป็นใหญ่เป็นโตในบ้านในเมือง ใครก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ แต่คนกระจอกอย่างข้าพเจ้าไม่เคยให้ความสำคัญ เพราะคนที่ทำชั่วในบ้านในเมืองนั้น ส่วนมากก็เป็นใหญ่เป็นโตแทบทั้งสิ้นไม่มีค่าอะไรที่ต้องไปกลัวเกรง

เหมือนถูกคนตัวโตกว่าเขกหัว แล้วกดหัวไว้
ชกก็ไม่ถึง เตะก็ไม่ถึง บ้าก็บ้าวะ
เหนืื่อยนักก็พักก่อน..หายเหนื่อยแล้วสู้ต่อ

ข้าพเจ้าสู้ไปทางไหนเจอแต่ทางตัน ขึ้นศาลก็ต้องไปร้องอธิบดีศาลว่าศาลไม่ยุติธรรม เชิญหมอเป็นปีก็ไม่มีหมอมาเป็นพยานในศาลให้ ร้องแพทยสภาก็เจอกรรมการแพทยสภาถือหุ้นและเป็นเพื่อนสนิทกับผู้อำนวยการโรงพยาบาล เจอศาลมีลูกเป็นหมอ แถมยังมีเรื่องไม่ชอบมาพากล จนต้องไปฟ้องแพทยสภาต่อศาลว่าปฎิบัติหน้าที่มิชอบ

เหมือนมดสู้กับช้างเป็นโขลง ร้องไปหน่วยงานไหนก็เงียบ บางหน่วยงานพอช่วยได้แต่ก็ไม่มีอำนาจ ไปถือป้ายท้าที่หน้าแพทยสภาและหน้าโรงพยาบาลพญาไท 1 ก็ไม่มีใครยอมออกมาชี้แจง ชวนไปโต้กันออกทีวีก็ไม่มีใครไป ร้องเรียนต่อสำนักประธานศาลฎีกา คนรับเรื่องก็นามสกุลเดียวกันกับกรรมการแพทยสภาชุดที่ข้าพเจ้าฟ้องเขาอีก ไปทางไหนเจอแต่ทางตัน โยนก้อนหินถามทางเจอแต่ตอ


22 ปีไม่ใช่ 22 เดือนหรือ 22 วัน ที่ข้าพเจ้าต้องนอนอยู่กับปัญหา

ข้าพเจ้ากลายเป็นตัวตลกของสังคม กลายเป็นคนโง่ แปลก บ้า เล่นไม่เลิก บังอาจมีเรื่องกับหมอ สู้จนหมดเนื้อหมดตัว บ้านก็ถูกยึดเกือบไม่มีที่ซุกหัวนอน ครอบครัวเหมือนแพแตก เกือบล่มสลาย หมดสิ้นเกือบทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่เหลือเลย..แม้แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

จะเปรียบไปแล้วข้าพเจ้าคือมวยวัด โรงพยาบาลกับแพทยสภาคือแชมป์โลก เขามีทุกอย่างอยู่ในมือ อำนาจเงิน อำนาจรัฐ อำนาจกฎหมาย อำนาจความรู้ ข้าพเจ้าแทบไม่มีอะไรเลย มีแต่ชีวิตกับใจเป็นต้นทุน ชกก็ผิด ๆ ถูก ๆ โดนเขาไล่อัดจนน่วม แถมมีพรรคพวกคอยเหยียบ คอยกระทืบซ้ำนอกสังเวียนอีกอย่างไร้เมตตาธรรม

น่าสลดหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง กับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์คนไทยคนหนึ่ง แต่เรียกร้องหาคุณค่าความเป็นคนแทบไม่ได้เลยทุกวิถีทาง

แต่ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่า "ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร"  สักวันหนึ่งข้าพเจ้าต้องได้เห็น "ความยุติธรรม"


ชีวิตพลิกไปพลิกมา

ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าตัวเองโง่หรือบ้า ที่ดันทุรังทำในสิ่งที่เป็นไปแทบไม่ได้ ชีวิตพลิกไปพลิกมา บางคนบอกว่าเลิกได้แล้ว จะเอาอะไรอีก ทำมาหากินเถอะ เรื่องตัวเองก็หนักพอแล้ว ทำไมต้องไปแบกเรื่องชาวบ้านอีก ไม่มีเรื่องสนุกแม้แต่เรื่องเดียว มีคำถามมากมายว่า อยากดังหรือไง อยากเล่นการเมืองหรือเปล่า หรือมีคนยุยงให้ข้าพเจ้าสู้ พวกเขาคิดผิด “ข้าพเจ้าเกลียดความอยุติธรรมมากพอที่จะไม่ต้องมีใครมายุให้สู้” ข้าพเจ้าจึงไม่ยอมถอยให้กับความไม่ถูกต้อง จนทุกวันนี้ถือว่าเป็นหน้าที่ ที่จะต้องทำเพื่อสังคมส่วนรวม มากกว่าเรื่องลูกซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว

การนอนอยู่กับปัญหา..นานกว่า 23 ปี ไม่ใช่ 23 วัน..หรือ 23 เดือน กาลเวลา..ทำให้ข้าพเจ้าแกร่ง ทำให้ฉลาดขึ้นบ้างในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ถูกหมอบางคนสบประมาทว่าเป็น "นางมารร้าย" "นางปีศาจร้ายวงการแพทย์" "นางควายตัวเมียโง่แล้วอวดฉลาด" ข้าพเจ้าไม่เคยโกรธ...แต่สาบานว่าจะใช้ความเจ็บปวดของชีวิต สร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับสังคม จะไม่มีวันยอมแพ้ต่อโชคชะตา จะต้องไม่มีใครถูกกระทำทารุณทางจิตใจเหมือนครอบครัวข้าพเจ้าอีก ข้าพเจ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการแพทย์ไทยจึงทำให้ข้าพเจ้ายืนหยัด....ทั้งอด....ทั้งทน “อยากบ้าก็บ้าไม่ได้....อยากเลิกก็เลิกไม่ได้”


พูดไป ร้องไป บ้าไป เขาก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
บางกระบวนการที่หวังจะพึ่งพาก็กลับล่าช้า และขาดจิตวิญญาณของความยุติธรรม
เหยียบย่ำซ้ำเติมความทุกข์ให้หนักขึ้นไปอีก


เพราะหากวันนี้ข้าพเจ้าถอยไม่สู้ ไม่มีใครกล้าสู้ สังคมเราก็จะแพ้กันไปเรื่อย กลัวกันไปหมด แล้วอีกหน่อยลูกหลานเราจะอยู่กันอย่างไร ก็คงถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่ข่มเหงกันต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด ข้าพเจ้ารู้ดีว่าสู้ไปก็คงไม่ชนะแต่ก็ ขอให้ได้สู้อย่างเต็มกำลังจะได้ไม่เสียชาติเกิด แม้จะเป็นแค่ไม้ซีกก็จะของัดกับไม้ซุง แม้คนรังแกจะวิ่งหลบอยู่หลังกำแพงหนาข้าพเจ้าก็จะขอดับเครื่องชนกำแพง แม้จะมองไม่เห็นฝั่งก็จะว่ายจนกว่าจะหมดแรง
ขออย่างเดียว..ขอให้สู้กันในเกม
แบบลูกผู้ชายอกสามศอก..อย่าเล่นสกปรกโกงข้าพเจ้าอีกก็แล้วกัน

วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งแรก (ศาลยกฟ้องหมดอายุความ)

วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีฟ้องรพ.พญาไท 1 ครั้งที่สอง ศาลพิพากษาว่าหมดอายุความและฟ้องซ้ำ